닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---5

“ศาลรัฐธรรมนูญ” จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการหลักนิติธรรม ยก 4 ประเด็นใหญ่ของไทย “ธงชาติ-เกษตรกร-จราจร-ฝุ่น PM2.5“ ภายใต้หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย



วันที่ 8 ต.ค. 68 ที่โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จัดเวทีสัมนนาวิชาการ โครงการหลักสูตร "หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปโดย" (นรป) รุ่นที่ 13 โดยจัดทำโครงงานเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หลักคิด "นิติธรรมเพื่อความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน"

สำหรับกลุ่มแรก กลุ่มสีเขียว นำเสนอในหัวข้อ “หลักนิติธรรมกับการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของคนต่างวัยกรณีศึกษาธงชาติไทย” โดยรองศาสตราจารย์ ม.ล. พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า โครงงานนี้เกิดจากการหารือในกลุ่มจากปัญหาของสังคมที่เห็นได้จากสื่อมวลชนและที่รู้สึกอยู่ในสังคม เรื่องความแตกต่างของความคิดระหว่างวัย ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่พอเห็นได้ถึงทิศทางความคิดที่แตกต่างกัน  คือ เรื่องธงชาติ ซึ่งจุดสำคัญก็คือว่าจะออกแบบโครงการอย่างไรที่ทำให้ได้สะท้อนความคิดและเพื่อให้ทราบว่าจริง ๆ ความแตกต่างทางความคิดที่เราคิดว่ามีอยู่นั้น มีอยู่จริงหรือไม่ อย่างไร และกรณีนี้ไม่ได้ต้องการที่จะหาประเด็นทางสังคมเท่านั้น แต่ต้องการความร่วมมือและพื้นที่ที่จะเปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี จึงเป็นที่มาของโครงการชิ้นนี้ 

โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย บนพื้นฐานโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและยังศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในเงื่อนไขเศรษฐกิจ สังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุนั้นมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างทางความคิด ไม่มากก็น้อยจึงต้องกลับมาดูว่าโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลง ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและความแตกต่างทางความคิดนั้น มีสาระสำคัญอย่างไรและจะจัดการอย่างไร 

รองศาสตราจารย์ ม.ล. พินิตพันธุ์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้ต้องการจะเสนอพื้นที่บางอย่างเพื่อให้เป็นนโยบายต่อยอดในสังคมวงกว้าง โดยประเด็นธงชาติจะเห็นจากเสรีสังคมทั่วไปและมีสมมุติฐานกว้างว่า คนอาวุโสจะให้ความสำคัญของธงชาติในแง่ขนบธรรมเนียมประเพณี ความสำคัญของชาติที่ไม่อาจละเมิดได้ แต่ในทางกลับกันคนรุ่นใหม่หลายกลุ่ม มองธงชาติต่างออกไป แม้จะเคารพรักในฐานะสัญลักษณ์ของชาติ แต่มีความคิดเห็นเพิ่มเติมที่จะสร้างโอกาสในการต่อยอดเอาธงชาติมาผลิตเป็นมูลค่า ทำการตลาดหรือเป็นแคมเปญในการนำเสนอทางวัฒนธรรม สินค้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดการถกเถียงในความชอบธรรมเรื่องการนำธงชาติมาอยู่ในสินค้าบางอย่าง ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้หากไม่ได้การหารือหรือรับฟังในพื้นที่อย่างกว้างขวาง ก็จะนำไปสู่ปัญหาและความท้าทายของสังคมได้ เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์ของโครงการคือต้องการความเข้าใจและต้องการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างเสรี

ส่วนในสาระสำคัญที่จะทำ คือ ต้องการสร้างต้นแบบในการเปิดพื้นที่ที่ตอบโจทย์หลักคิดและวัตถุประสงค์ในการเรียนในหลักสูตร รวมถึงพื้นฐานความคิดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ SDG ข้อ 4.7 และ 16.7 ในความต้องการเห็นการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ของประชาชนทุกคน ซึ่งบูรณาการจากหลักนิติธรรมการปฎิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม /ทุนทางสังคมความร่วมมือที่นำไปสู่การเคารพกฎหมาย/ ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือและช่องว่างระหว่างวัยความแตกต่างที่ต้องทำความเข้าใจ ซึ่งหากไม่ทำเช่นนี้ อาจนำไปสู่การเหยียดหรือด้อยค่ากันในทางความคิด 

ต่อมา จึงได้กำหนดขอบเขตของช่วงวัยในการศึกษาวัตถุประสงค์ดังกล่าว คือ วัยทำงานและผู้สูงอายุ / เยาวชน Gen Y และ Z  ช่วงอายุ 18-35 ปี จึงได้ความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยรังสิต ในการจัด Focus Group ในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีการเชิญบุคคลโดยรอบ จังหวัดปทุมธานี ที่มีบุคคลผู้สูงอายุที่มีหลากหลายภูมิหลัง และมีความคิดจากหลากหลายประสบการณ์ ทั้งข้าราชการทหาร เอกชน ครู ขณะเดียวกันก็อาศัยเครือข่ายของมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำนักศึกษาจากหลากหลายสาขา ไม่ใช่แค่นิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่รวมไปถึงทางด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์มาพูดคุยร่วมกันในเรื่องของประเด็นของธงชาติและความหลากหลายทางความคิด ซึ่งรูปแบบการทำ Focus Group จะเน้นเรื่องการนำเสนอกิจกรรมในแบบเล่าเรื่อง (Story Telling) ตามวัย ในประเด็นธงชาติในเชิงวัฒนธรรม ประสบการณ์แรกและล่าสุดเกี่ยวกับธงชาติในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งชาติ และพื้นที่ร่วมของความเข้าใจระหว่างวัย / ประเด็นที่สอง คือ ธงชาติในเชิงการกฎหมาย ความแตกต่างทัศนคติข้ามวัยต่อธงชาติในบริบททางการเมือง / และธงชาติในเชิงอำนาจอ่อนหรือละมุน (Soft Power) และการตลาด การใช้ธงชาติเพื่อขายความเป็นไทย เช่น การประกวด Miss Universe 2021 ของแอนชิลี สก็อต-เคมมิส ในการใช้ธงชาติไทยที่มีส่วนร่วมในการโฆษณา ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าควรหรือไม่อย่างไร เพราะมีลักษณะการเหยียบธงชาติของนางงามอยู่ ซึ่งจะต้องเข้าสู่กฎหมายของพระราชบัญญัติธงเช่นเดียวกัน โดยมีการแลกเปลี่ยนความเห็น ใน 3 ประเด็น ดังนี้ 

ประเด็นแรก เชิงวัฒนธรรม เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าคนทั้งสองวัยมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องที่มาประเพณีนิยมที่เกี่ยวกับธงชาติ ซึ่งมีผู้อาวุโสก็จะมองธงชาติเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์และส่วนรวมจิตใจมีความภาคภูมิใจเห็นธงชาติต่างแดนและรักษาขนบการประดับธงในวันสำคัญ ส่วนคนรุ่นใหม่มีทัศนะซับซ้อนกว่า คือ ภาคภูมิใจในบางโอกาส เช่น กีฬาและเวทีนานาชาติ แต่ตั้งคำถามต่อพิธีกรรมที่ถูกบังคับและต้องการแสดงความชาติในรูปแบบของตนเอง 

ประเด็นต่อมา เชิงการเมืองและกฎหมาย ผู้อาวุโสและคนรุ่นใหม่เห็นพ้องต้องกัน ว่าธงชาติถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเห็นว่าไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีไหนก็ตาม เราได้เห็นถึงสินค้าและเห็นถึงการใช้ในการสร้างความสนับสนุนเป็นจุดหมายทางการเมือง ซึ่งเราไม่ควรที่จะตั้งธงว่าธงชาติเป็นของใครและการที่เราเคารพหรือเคารพธงชาตินั้น แสดงให้เห็นตัวตนและจุดยืนทางการเมืองอย่างไร รวมถึงพูดถึงการแก้ไขกฎหมายที่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า ประเด็นทางการเมืองจะต้องมีบทลงโทษบางอย่าง ที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ส่วนนี้เป็นจุดร่วมกันของคนทั้งสองวัย

ประเด็นสุดท้าย เชิงธงชาติกับ Soft Power และการตลาด มีความเห็นที่แตกต่างจากประสบการณ์ ซึ่งผู้อาวุโสคิดว่าธงชาติไม่ควรนำมาล้อเล่นหรือแพร่ขยายโดยไม่ได้มีการเคารพอย่างไรก็ดีผู้ใหญ่หลายท่าน บอกว่านี่เป็นซอฟพาวเวอร์ของไทยที่เข้มแข็ง ยกตัวอย่างการไปต่างประเทศ การติดตามงาน การแข่งขันกีฬาที่เห็นธงชาติไทยออกไปในเวทีโลกนั้น สามารถสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยได้ ดังนั้น จึงควรร่วมกันเห็นความสำคัญและศักยภาพของธงชาติ จะต้องออกแบบเวทีและโอกาสให้คนทั้งสองกลุ่มได้ออกแบบสินค้าอย่างสร้างสรรค์ที่จะทำให้เกิดการยอมรับของทั้งสองฝ่าย และจุดที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การสร้าง Soft Power จากธงชาติไม่ควรมีความสำคัญมากกว่าความเป็นความเป็นไทย โดยประเด็นธงชาติอาจเป็นประเด็นที่ไม่ได้มีสาระเท่ากับการตั้งคำถามว่าคุณค่าของความเป็นไทยที่ส่งเสริมเป็นอย่างไร ซึ่งการใช้ธงชาติไม่ว่าประทับตราบนสินค้าหรือโฆษณาในเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นควรคิดถึง ตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นไทยด้วยว่ามีเรื่องอื่น ๆ หรือไม่ อย่างไรที่จะเป็นยุทธศาสตร์ในการส่งเสริม Soft Power 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเวทีนี้ได้สร้างการแลกเปลี่ยนพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากความคิดเห็นของนักศึกษาในการตีความหมายสีของธงชาติ โดยเฉพาะสีขาว ซึ่งแสดงถึงศาสนา โดยคนรุ่นใหม่หลายคนกล่าวว่า ศาสนาคือข้อจำกัดที่ทำให้คนไม่เท่าเทียมกัน เพราะแต่ละคนมีความเชื่อ ความคิดทางศาสนาที่แตกต่างกัน และตั้งคำถามว่าทำไมไม่เปลี่ยนความหมายของสีขาวเป็นคุณธรรมและความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงในที่เวทีวันนั้นและเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะข้อเสนอของคนรุ่นใหม่ทำให้เกิดข้อถกเถียงที่สร้างสรรค์และสามารถที่จะเป็นข้อเสนอทางนโยบายได้ 

รองศาสตราจารย์ ม.ล. พินิตพันธุ์ มองว่า โครงการนี้พยายามที่จะทำและคิดว่าทำได้ คือ การใช้สถาบันการศึกษาในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย และในอนาคตจะต้องสร้างเครือข่ายทางมหาวิทยาลัยในการจัดทำเวทีต่าง ๆ ในประเด็นสังคมที่มีข้อถกเถียง เช่น  LGBTQIA+ ทึ่ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวก แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีความแตกต่างทางความคิดซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจะสามารถรองรับความแตกต่างในความคิดของคนในสังคมได้ ซึ่งลำดับถัดไปที่อยากนำเสนอก็คืออยากใช้ Active Listening การฟังอย่างตั้งใจและสร้างสรรค์ ไม่เพียงแค่เวทีวิชาการเท่านั้น อาจจะเป็นการแสดงออกผ่านวิธีการการแสดงดนตรีอย่างสร้างสรรค์ การจัดนิทรรศการร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ของคนต่างวัย Learning Space ห้องสมุดมนุษย์ให้คนต่างวัยได้เข้ามาเล่าเรื่องต่าง ๆ ของตนเองตามประสบการณ์ที่มี

นอกจากนี้ สิ่งที่ได้จากเวทีดังกล่าว คือ ได้ข้อเสนอทางนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปฏิรูปกฎหมายในส่วนของระเบียบข้อบังคับ ข้อห้ามต่าง ๆ ในธงชาติ ในวัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่จะมีรองรับทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ต่อมา คือ กระทรวงวัฒนธรรมที่รณรงค์ในช่วงของการสร้างความหมายใหม่ เรื่องสีขาวในธงชาติไม่ได้ทดแทนของเดิม แต่เป็นการพยายามสร้างความหมายใหม่เพื่อครอบคลุมคนหลายกลุ่มในสังคมมากขึ้น หรือพูดถึงมิติเชิงสังคม มีการขยายผลควบคู่ไปกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในองค์กรท้องถิ่นหรือสถาบันท้องถิ่นก็ดี หรือการปฏิรูปหลักสูตรต่าง ๆ ให้มีความรักชาติ เข้าใจเรื่องชาติที่รอบด้านและมีวิจารณญาณมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้ต้องการสร้างพื้นที่ที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดอย่างอิสระเสรี สร้างสรรค์และมีเหตุผลได้

ส่วนในกลุ่มต่อมา กลุ่มสีฟ้า หัวข้อ “หลักนิติธรรมกับความไม่เป็นธรรมในภาคการเกษตรกรรมไทย : สิทธิในที่ดินและระบบเกษตรพันธะสัญญาของเกษตกรรายย่อย” โดย นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทวอยซ์ ทีวี จำกัด กล่าวว่าปัจจุบันนี้มีเกษตรกรหลักล้านคนซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นแบบของอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเรื่อง อุตสาหกรรมเกษตร สิทธิ์ในที่ดินทำกิน หลังจากที่มีทั้งสิทธิ์และการเป็นเจ้าของที่ดินและสิทธิ์ทำกิน ซึ่งรูปแบบการทำอุตสาหกรรมเกษตรก็เป็นรูปแบบในครัวเรือนรายย่อย ที่ร่วมมือกับระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นโมเดลที่มีผู้เกี่ยวข้องเยอะสุดและเป็นงานหลักของอุตสาหกรรมทั่วโลกในปัจจุบันสภาวะสังคมเกษตรกรนั้นมีสภาวะที่ย่ำแย่เรียกว่าทั้ง 8 ล้าน กว่าครัวเรือน หรือกว่า 71% เป็นหนี้สิน ซึ่งสำนักเกษตรกรรายย่อยหนี้สินถือว่าสูง และค่าเฉลี่ยนั้นมีพื้นที่ใช้งานได้ถึง 1ใน3 ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่ที่ใช้งานอยู่อาศัยได้ไม่ถึง 95% โดยค่าเปอร์เซ็นต์จริงๆนั้นเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถอาศัยได้โดยธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งโดยเฉลี่ยพื้นที่ที่มีจริงๆคือ 30% ของเกษตรกร ที่เหลือนั้นเป็นพื้นที่ที่มีการถือครองที่ดินและมีการใช้ในเชิงสิทธิ์แต่ไม่ได้อยู่ในส่วนของเจ้าของที่ดิน

นายเมฆินทร์ ยังกล่าวถึงส่วนในของเกษตรกรนั้นจะมีอยู่สองมิติ และจะเป็นวิวัฒนาการหรือสิทธิที่ถือว่าเป็นพื้นฐานหลัก จะเห็นว่างานวิจัยนั้นการได้สิทธิ์ที่ดินไม่จำเป็น ต้องเป็นเจ้าของที่ดินและมีรูปแบบที่ชัดเจน ซึ่งจัดเป็นพื้นฐานหลักในการที่จะทำให้พัฒนาให้กับสังคมหรือประเทศ ส่วนอีกมิติหนึ่งคือ รูปแบบอุตสาหกรรมการเกษตร ที่จะมีเกษตรเป็นเจ้าภาพใหญ่ซึ่งจะกินธุรกิจรายย่อยหมดโดยเกษตรกรรายย่อยที่มีพัฒนาการในพื้นที่และวิวัฒนาการที่ซ่อนอยู่ทั่วโลกก็จะไม่ได้ถูกนำมาใช้  ค่าเฉลี่ยจะใช้ภูมิปัญญาของสังคมไปกับเกษตรกรรายย่อยและจัดธุรกิจขึ้นมาซึ่งจะเป็นพื้นฐานใหญ่ในอนาคต โดยโมเดลเกษตรกรในบ้านเราจะเป็นในค่าเฉลี่ยที่ถูกแทรกแซงหนักมาก ซึ่งมิติที่ลงทุนกับเกษตรกรรายย่อยก็ต้องกว้างในหลักนิติธรรม สำหรับเกษตรกรนั้นเป็นหลักที่จะทำ

ต่อมา กลุ่มสีชมพู นำเสนอในหัวข้อ "โครงการเสริมสร้างเยาวชนให้มีสำนึกในการเคารพกฎจราจร" โดยนายเอกรินทร์ เหลืองวิริยะ กรรมการอิสระ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนรับรู้ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยทางถนนให้กับเยาวชน /ขับเคลื่อนแผนแม่บทเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนที่ 5 พ.ศ. 2565-2570 ตามสมัชชาสหประชาชาติที่ 74/299 ที่ว่าให้ความปลอดภัยทางถนนไปสู่ความปลอดภัยที่ยั่งยืน และเกิดผลสัมฤทธิ์ภายในประเทศ รวมถึงเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการอุบัติเหตุด้านการจราจร 

โดยที่มาที่ไปของโครงการนี้ มาจากข้อมูลของประเทศไทย ปี 2567 ระบุว่า มีรถที่วิ่งบนท้องถนน เฉพาะรถจดทะเบียน ถึง 44-45 ล้านคัน เป็นรถจักรยานยนต์ 20 กว่าล้านคัน และรถยนต์ประมาณ 13 ล้าน คัน รถกระบะ 7-8 ล้านคัน และที่เหลือเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งแปลว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที และเราพบอีกว่า ข้อมูลตัวเลขของอุบัติเหตุทั่วโลก ในหนึ่งปีมีผู้บาดเจ็บกว่า 50 ล้านราย และเสียชีวิตกว่า 1.3 ล่านราย มากกว่าสงคราม ส่วนประเทศไทยมีสถิติที่น่าตกใจ คือ เมื่อปี 2561-2565 ระยะเวลา 5 ปี มีผู้เสียชีวิตซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุทางท้องถนน 92,000 ราย และส่วนใหญ่เป็นเยาวชน จากการใช้รถจักรยานยนต์ เป็นตัวเลขเกือบ 81% ของตัวเลขอุบัติเหตุบนท้องถนน ทั้งหมดประมาณ 14,000 ถึง 15,000 รายของประชาชนที่เสียชีวิต จึงทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีสถิติ อันดับ 9 ของโลกและอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และเยาวชนยังเป็นกลุ่มเสี่ยงอายุ 15-24 ปี

นายเอกรินทร์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้จึงได้ขับเคลื่อนตามนโยบาย SDGs ข้อ 3.6 ที่สหประชาชาติ มอบหมายให้รัฐบาลแต่ละประเทศการเสียชีวิตของท้องถนนให้ได้ครึ่งหนึ่งของที่มีตัวเลขอยู่ในแต่ละประเทศ และข้อ 11.2 รณรงค์ให้รัฐบาลของแต่ละประเทศพยายามหาระบบขนส่งสาธารณะที่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถใช้ได้ในราคาถูก โดยสอดคล้องกับแผนแม่บทของไทย ในแผนที่ 5 พ.ศ. 2565-2570 ที่มีเป้าหมายลดยอดผู้เสียชีวิตให้เหลือ 1.2 คนต่อ 100,000 คนภายในปี 2570 มีกลุ่มเป้าหมายคือเยาวชนและผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ทางโครงการจึงมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาวิชาทหาร ทั้งชายและหญิงประมาณ 500 คน รวมถึงผู้ปกครองและครู 100 คน ซึ่งเหตุผลที่ใช้กลุ่มเป้าหมายนี้ เนื่องจากพบว่าในศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน มีโรงเรียนและสถาบันที่ส่งนักศึกษาประมาณ 60-65 โรงเรียน และนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในนี้เฉลี่ยปีนึงประมาณ 2,000-2,500 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากและที่สำคัญที่สุด มีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป

โดยได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมและเชิงสำรวจแบบ Pre-test และ Post Test ผ่านแบบสอบถามทางแอพพลิเคชั่น ในประสบการณ์การขับขี่ของเยาวชน ซึ่งผู้ทำแบบสอบถามประมาณ 432 คน /อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 17 ปีและมีวุฒิการศึกษามัธยมตอนปลายถึงวิชาชีพ (ปวช.) ผลการทำแบบสอบถาม Pre-test พบว่า เยาวชนไม่มีใบขับขี่ถึง 394 ราย คิดเป็น 91.2% และมีแค่ 38 รายที่มีใบอนุญาตขับขี่ เป็นตัวเลขแค่ 8.8% เท่านั้น และอายุที่เริ่มขับตั้งแต่อายุ 14 ปีเป็นส่วนใหญ่ / ซึ่งหากเทียบกับต่างประเทศหรือสหรัฐอเมริกา เยาวชนที่จะทำใบขับขี่ได้จะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป / และสาเหตุหลักที่ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร มาจากขาดความรู้ ซึ่งตรงนี้ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด /เลียนแบบเพื่อน / ต้องการความตื่นเต้น / และบังคับใช้กฎหมายหละหลวม

นอกจากนี้ เราพบว่าพฤติกรรมในการทำผิดจราจร มากกว่า 10 ข้อ แต่ส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต คือ ไม่สวมหมวกกันน็อค  147 ราย / ฝ่าสัญญาณไฟ 95 ราย / และขับเร็วเกินกำหนด 83 ราย ไม่ว่าจะย้อนศรแล้วหรือไม่มีใบอนุญาตในการขับขี่ 

อย่างไรก็ตาม ความรู้ก่อนอบรมพบว่าคะแนนเฉลี่ยของผู้ที่ตอบแบบสอบถามในแอพพลิเคชั่นอยู่ที่ 8.44 จาก 15 คะแนนและคำตอบที่ตอบผิดมากที่สุด คือ ความผิดกรณีผู้โดยสารไม่สวมหมวกนิรภัย เพราะคิดว่าผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องสวมหมวกนิรภัย และการขับขี่ขณะไฟจราจรกระพริบสีแดง แต่หลังจากรับชมแล้ว พบว่า เพิ่มขึ้น เช่น สวมหมวกนิรภัย (4.53) /ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับ (4.48)/เคารพกฎแม้ไม่มีตำรวจ (4.53) 

โดยทางกลุ่มสีชมพู ได้จัดทำวิดีทัศน์ร่วมกับช่อง Mono29  เพื่อแสดงให้เห็นถึงปัญหาการใช้รถ ใช้ถนน การขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่คิดเป็นการเกิดอุบัติเหตุ 3 รายในทุก ๆ  2 ชั่วโมง รวมถึงได้แสดงให้เห็นวิธีการใช้รถใช้ถนนที่ถูกต้องตามกฎจราจร และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแนะนำป้ายจราจรทุกชนิดที่แตกต่างกันไป ก่อนจะให้เยาวชนทำแบบสอบถาม Post Test 

นายเอกรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า  ปัญหาที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ประการแรก คือ การขาดความรู้ ความเข้าใจในกฎจราจร ส่วนประการที่สอง คือ เมื่อขาดความรู้ ส่งผลให้เกิดการไม่ตระหนักถึงอันอันตรายจากการขับขี่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นเตือนให้เยาวชนรับรู้ ทั้งสองเรื่องนั้นต้องมีการพัฒนาการเรียนรู้ เช่น การจัดโครงการการอบรมกฎจราจร การใช้วิดิทัศน์หรือสื่อสำหรับนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนคุณธรรม การใช้ AI จำลองเหตุการณ์จริงในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต เพื่อที่จะรับรู้และตระหนักอุบัติเหตุ รวมถึงพยายามสร้างแรงจูงใจ รณรงค์ไปสู่ชุมชนให้รับรู้นโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย 

ทั้งนี้ ทางโครงการจะต่อยอดไปสู่ชุมชนและประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด โดยทางโครงการได้มีการจัดทำวิดิทัศน์กว่า 10 ตอนร่วมกับ MONO29 เพื่อส่งต่อให้ประชาชน เยาวชน ผู้ปกครอง ให้ได้รับรู้ รับทราบและปฏิบัติจริง และจะขยายผลต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ รวมถึงส่งมอบวิดีทัศน์ที่ทำให้กับศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร และอีกส่วนนึงก็จะนำไปสู่ชุมชนในต่างจังหวัดเช่นกัน

ต่อมาในส่วนกลุ่มสีเหลือง ในหัวข้อ “ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร” โดย ศาสตร์ตราจารย์ รณกรณ์ บุญมี รองอธิบดีฝ่ายการนักศึกษาและนอตอการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กฎหมายควรจะเป็นสิทธิ์พื้นฐานของเราทุกคนและโจทย์เรื่องนี้น่าจะตอบได้เพื่อจะเป็นประโยชน์บนหลักความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชน ซ่อนประเด็นสำคัญคือปัญหาของฝุ่น pm 2.5 ซึ่งมีการพยามศึกษาจากงานวิจัยต่างๆต่างประเทศในการแก้ปัญหาอย่างไรและเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่รวมถึงการสอบถามในพื้นที่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ซึ่งในทางทฤษฎีอาจไปได้

ซึ่งหลังจากดูข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็พบปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่เกิดจากสองปัจจัยใหญ่คือรถยนต์และการเผาจากการเกษตร ซึ่งกว่า 40% เกิดในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลส่วนการเผาในที่โล่งนั้นมีทั้งในประเทศและต่างประเทศส่วนในด้านอุตสาหกรรมโรงงานที่โรงงานปล่อยฝุ่นละอองเยอะเป็น 200 เท่าของภาคขนส่ง อุตสาหกรรมจะเยอะที่สุดในต่างจังหวัดแต่โรงงานอุตสาหกรรมที่กระทบกับกรุงเทพมหานครนั้นก็มีไม่เยอะ

ส่วนปัจจัยด้านสภาพอากาศนั้นไม่ได้ก่อฝุ่นละอองแต่เกิดการสะสมของฝุ่นละออง ซึ่งมีการแบ่งการแก้ไขเป็นสามระยะคือระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ระยะสั้นคือการตรวจจับรถควันดำซึ่งสำรวจนั้นไม่น่าเชื่อว่าการตรวจจับอย่างเข้มข้นก็ได้รับการสนับสนุนแต่ประชาชนคิดว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่มาตรการหลักโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพที่ไม่ได้มีอำนาจในการจับกุมจากนี้ก็พยามทำและจะมีตัวเลขของรถยนต์ที่ต้องเข้าร่วมการลดควันดำ การจำกัดเขตมลพิษต่ำด้านใน ใจกลางของกรุงเทพซึ่งมีการจำกัดและควบคุมแต่ได้รับการสนับสนุนน้อยที่สุดด้วยเหตุผลที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ซึ่งมาตรการลดฝุ่นนั้นมีการเข้าร่วมและลดลงได้บางส่วน

ต่อมามาตรการระยะกลางภายในหนึ่งถึงห้าปีคือการยกระดับมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ยุคใหม่ รวมถึงการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและสร้างขีดควบคุมมลพิษถาวรรวมถึงมาตรการงดการเผาทางการเกษตร และต่อมการควบคุมมลพิษจากโรงงานเพื่อทำให้เราเข้าถึงข้อมูลว่าโรงงานไหนรถยนต์แบบไหนปล่อยก๊าซอะไรก็จะได้จัดการปัญหาได้รวมถึงควบคุมฝุ่นจากการจราจรรวมถึงการผลักดันกฎหมายใหม่ คือ พรบ.PRTR กฎหมายรายงานและเผยผลข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ และพรบ. อากาศสะอาดจัดการคุณภาพอากาศในทุกมิติ ซึ่งมาตรการเหล่านี้อยู่ในสภา

ส่วนมาตรการระยะยาวคือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานพาหนะไร้มลพิษ วางผังเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อมซึ่งในต่างประเทศนั้นมีการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ไม่เยอะมากเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว การทำในหลายมิติไม่ใช่เฉพาะในด้านกฎหมายโดย พรบ. อากาศสะอาดต้องให้สิทธิ์ประชาชนในการมีอากาศสะอาดและจัดตั้งกรรมการและองค์กรบริหารจัดการระดับมีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และมีกฎหมายบทลงโทษทางแพ่งและอาญา เก็บค่าธรรมเนียมยานพาหนะเก่าทรัพยากรในการไปแก้ปัญหา 

ซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือการเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายและออกแบบมาตรการที่จูงใจให้กับประชาชนรวมถึงสร้างความโปร่งใสในผลลัพธ์และมาตรการต่างๆ ร่วมสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนว่าอะไร