“วิโรจน์” เปิดยุทธการโรยเกลือ “ตั๋วPN-ที่ดินเขาใหญ่-ชั้น14” เรียกร้องนายกฯลาออก
“วิโรจน์” เปิดยุทธการโรยเกลือ “ตั๋วPN-ที่ดินเขาใหญ่-ชั้น14” เรียกร้องนายกฯลาออก ยันไม่ใช้กลไกที่เป็นมรดก คณะรัฐประหาร เพื่อเป็นการรักษาเกียรติภูมิ มองประบครม. ไม่ได้เอาปชช. เป็นที่ตั้ง ยัน“ปชน.”ไม่ร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย”สมัยนี้แน่ ยัน “ปชน.” ติดตามยื่นถอน “ปธ.ปปช.”คาดเปิดสภาหน้า
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าว ยุทธการโรยเกลือ ภายหลังจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24-25 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า การดำเนินการทางกฎหมายและกระบวนการต่างๆหลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยพรรคประขาชนได้หารือกันนั้นจะมีการดำเนินการทั้งสิ้นสามเรื่อง
เรื่องแรกคือเรื่องตั๋วสัญญาการใช้เงิน (ตั๋วPN) จำนวนเก้าฉบับโดยไม่มีการกำหนดการชำระเงินและไม่มีดอกเบี้ยสร้างกระบวนการให้เสมือนว่าซื้อหุ้นจากคนในครอบครัวมูลค่า 4000 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการหลีกเลี่ยงชำระภาษีรับให้มูลค่า 200 กว่าล้านบาท โดยจากพฤติการณ์ที่ปรากฏ หุ้นได้ถูกเปลี่ยนมือจากเครือญาติมาสู่มือของนางสาวแพทองธาร โดยสมบูรณ์รวมถึงได้รับได้รับประโยชน์จากการถือหุ้นอย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังไม่มีมีการดำเนินการชำระค่าซื้อหุ้นมาก่อน ไม่มีแม้กระทั่งภาระดอกเบี้ยที่เกิดจากการซื้อหุ้น
” คิดว่าประชาชนทุกคนเข้าใจว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพรางเป็นเพียงการสร้างพฤติกรรมการซื้อขายอย่างเต็มรูปแบบขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีการรับให้มูลค่า 218 ล้านบาทซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำของประเทศและเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ“ นายวิโรจน์กล่าว
นายวิโรจน์ยังกล่าวอีกว่าคดีนี้หากเทียบกับกรณีของต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาในหลายกรณี ที่มีลักษณะการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินในการทำทุรกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศาลภาษีที่สหรัฐอเมริกาล้วนมีคำวินิจฉัยให้กรมสรรพากรชนะคดีทั้งสิ้น ในกรณีนี้ของนายกรัฐมนตรีได้มีการยื่นหนังสือถึง นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา 13 สัตต (7) เพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัย กรณีของนายกรัฐมนตรีว่าการซื้อหุ้นมูลค่า 4000 กว่าล้านจากบุคคลในครอบครัวที่ไม่มีกำหนดการชำระเงินเป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีการรับให้หรือไม่ มองว่ากรณีนี้ตรวจสอบได้ไม่ยากสามารถมองย้อนได้การซื้อขายก็มีอยู่จริงและเงื่อนไขสอดคล้องกับการทำสัญญญา ที่เคยทำกันแล้วว่าเคยมีการชำระหนี้จริงหรือไม่รวมถึงมีการพิจารณาต่อว่านายกนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทมาชำระค่าหุ้นหรือไม่เนื่องจากจะเป็นพยานหลักฐานว่านายกมีเจตนาในการซื้อหุ้นจริงหรือเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อเลี่ยงภาษี
นายวิโรจน์ยังกล่าวอีกว่าพรรคประชาชน ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนตามประเทศพัฒนาแล้ววางหลักเอาไว้จากพฤติกรรมดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีจะเป็นการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งต้องมีการติดตามให้ชำระภาษีย้อนหลังและดำเนินการแจ้งต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพื่อดำเนินการไต่สวนต่อไป ทั้งเรื่องการเลี่ยงภาษีและ การยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ
ประเด็นต่อมาคือเรื่องโฉนดสี่แปลงที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ แม้ว่าตามประกาศของคณะปฏิวัติเมื่อปี 2515 จะ ประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นของนิคมสร้างตนเอง แต่ ประกาศคณะปฏิวัติไม่ได้มีเนื้อหาให้ยกเลิกหรือแก้ไขมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2514 ซึ่งต้องยืนยันว่าพื้นที่บริเวณนั้นยังมีสถานะเป็นที่ดินที่คณะรัฐมนตรีสงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งต้นน้ำ โดยห้ามออกโฉนดโดยเด็ดขาด เมื่อพิจารณามติของกรรมการที่ดินแห่งชาติเมื่อปี 2527 ที่กรมที่ดินนำมาอ้างว่าเห็นชอบให้ราษฎรครอบครองเพื่อทำประโยชน์ แต่มติดังกล่าวระบุไว้ชัดว่าเป็นการอนุญาตให้ทำครอบครองเพื่อประโยชน์ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพแต่เพียงอนุญาตให้ทำประโยชน์ไม่ใช่การให้ทางกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด รวมถึงไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่ามติดังกล่าวจะมีการแก้ไขหรือยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2514 จึงมองได้ว่าการออกโฉนดโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพรรคประชาชนได้ยื่นหนังสือกับอธิบดีกรมที่ดินเพื่อดำเนินการเพิกถอนโฉนดซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมดังกล่าวและจะติดตามอย่างใกล้ชิด
ประเด็นต่อมาคือ กรณีการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการทำลายหลักนิติรัฐซึ่งต้องกำหนดให้ประชาชนเสมอภาคทางด้านกฎหมาย ในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นบุตรสาวของนายทักษิณนั้น ต้องทราบอาการ เจ็บป่วยของบิดารวมถึงการได้รับสิทธิ์และอภิสิทธิ์ของบิดาอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเมื่อสังคมมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การตั้งข้อสงสัยที่สะท้อนถึงความไม่สมเหตุสมผลนั้นนายกรัฐมนตรีกลับบ่ายเบี่ยงซ่อนเร้นและอำพรางโดยปล่อยให้ความเข้มเครือดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 172 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมิได้มีการสั่งการสอบสวนข้อเท็จจริงและการปฎิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจซึ่งในกรณีนี้พรรคประชาชนได้มอบหมายให้นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดำเนินการร้องต่อปปช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนและชี้มูลความผิดต่อนายกรัฐมนตรีตามกฏหมาย
ส่วนข้อเรียกร้องที่ต้องการให้ประชาชนใช้กลไกด้านจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นเครื่องมือในการจัดการนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นการเข้าชื่อเพื่อให้ประธานสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนนายกมนตรีเนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต โดยยืนยันว่าเรื่องจริยธรรมบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจรัฐอยู่ในมือควรต้องมีความสำนึกในตนเองและแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะด้วยการลาออกโดยสมัครใจ โดยไม่จำเป็นให้กลุ่มบุคคลหรือองค์กรใดที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหารมาเป็นผู้ชี้นิ้วไล่ให้กับตำแหน่งเพราะเป็นการทำลายเกียรติภูมิของนายกรัฐมนตรี
“ การใช้ผ้าที่สกปรกถูบ้านไม่อาจทำให้บ้านสะอาดขึ้นมาได้การใช้น้ำเน่าและน้ำเสียไม่อาจทำให้น้ำในคูคลองสะอาด พรรคประชาชนขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเราจะไม่ใช้กลไกที่ไม่ยอมรับในความชอบธรรมที่จะจัดการกับสิ่งที่ไม่ชอบธรรมอย่างเด็ดขาดไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะติดอยู่ในวังวนของนิติสงครามที่คณะรัฐประหารได้วางเอาไว้และประเทศชาติก็ไม่สามารถกลับคืนสู่ความเป็นนิติรัฐได้อีกเลย” นายวิโรจน์กล่าว
นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า “เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสำนึกในความดีความชั่วของตน และแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งในขณะที่ยังรักษาเกียรติภูมิของตำแหน่งผู้นำประเทศเอาไว้ได้โดยไม่ต้องรอให้กลุ่มบุคคลใดมาชี้หน้ากล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์สุจริตไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงจนต้องถูกไล่ออกจากตำแหน่งเหมือนทรชนที่ถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีมองอย่างไร นายวิโรจน์เผยว่าการปรับครม. ไม่ได้มีเนื้อหาสาระเพื่อการปฎิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพหรือการปรับเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างหนึ่งอย่างใดให้กับประชาชนแต่การปรับครม.ครั้งนี้เหมือนพยายามเอาอกเอาใจและบริหารความพึงพอใจของพรรคร่วมรัฐบาลโดยไม่ได้เอาปัญหาของประชาชนเป็นที่ตั้ง และหากพรรคเพื่อไทยต้องการกระชับอำนาจโดยดึงกระทรวงสำคัญมาอยู่ในมือนั้นจะยิ่งทำให้รอยร้าวของพรรคร่วมรัฐบาลขยายตัวมากขึ้น ตนมองว่าการตั้งรัฐบาลของคณะรัฐบาลชุดนี้นี้เป็นการติดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดโดยไม่ได้เอาประชาชนเป็นสมการแต่ไปเอาดิลที่ทำเอาไว้กับผู้มีอำนาจที่อยู่หลังบ้านและกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์จากทรัพยากรประเทศเป็นตัวตั้ง
”ยืนยันว่าในสมัยนี้พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลแน่เราก็ทำหน้าที่ของเราไปยืนยันได้เลยว่าจะไม่มีทางเห็นว่าเราร่วมกับรัฐบาลในสภาชุดนี้ส่วนเรื่องของการปรับครม.ก็เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี“
เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาชนจะยื่นถอดถอน นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานปปช. คืบหน้าอย่างไรบ้าง นายวิโรจน์เผยว่า ได้ยื่นผ่านนาบวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ไปตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญซึ่งต้องมีการติดตามเพราะประธานสภาขอเวลาตรวจสอบ โดยคาดว่าในช่วงเปิดสมัยประชุมจะมีการติดตามตรวจตรวจสอบเพราะกรณีที่ประธานปปช.ไปพบกับประธานรัฐสภาโดยมีคลิปออกมาเป็นสิ่งที่สร้างความเคลือบแคลงให้กับประชาชน ซึ่งเชื่อได้ว่าเรื่องที่คุยกันอาจเป็นเรื่องที่ไม่สุจริตไม่อย่างนั้นเรื่องนี้จะคลุมเครือและเลือนหายไป โดยจะส่งผลเสียต่อประธานปปช.และประธานรัฐสภา
z-z1603487247937.jpg)