닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ-Recovered

“รังสิมันต์” แจง หลัง ปชน. โหวตเห็นด้วย ชื่อ พระคลังข้างที่ รับผิด หลังประชาชน วิพากษ์วิจารณ์ เผย มีถกเถียงภายในพรรคเพื่อหาข้อยุติ ชี้ มีหลายพรรคไม่เข้าประชุม

 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภามีมติเอกฉันท์เปลี่ยนชื่อ "สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์" เป็น "สำนักงานพระคลังข้างที่" แต่ตัวแทนจากพรรคประชาชนได้มีการออกมาท้วงติง ทำให้กองเชียร์หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นว่าทำไมถึงไม่งดโหวตแทน ว่า จริงๆเราก็มีการประชุมกันในพรรค ในแง่ของเนื้อหาสาระ มุมมองของพรรคประชาชนต่อเรื่องของพระคลังข้างที่ ก็เป็นไปตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ได้อภิปรายไปแล้ว และแน่นอนว่าเราต้องยอมรับพร้อมน้อมรับในเสียงวิจารณ์จากประชาชนที่ได้วิจารณ์ออกมา และเราก็ยืนยันว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชน ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์เราได้ และเราเองก็ต้องนำเนื้อหาสาระที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ต่อเราไปพิจารณาทบทวนตัวเองในเรื่องของการที่จะทำหน้าที่ต่อไป แต่เรายืนยันว่าในเรื่องของพระการข้างที่จะดูแค่เมื่อวานไม่ได้ ต้องดูมาตั้งแต่ปี 2560 หากถามว่าถ้ามีการเสนอที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพที่อาจจะลบข้อครหาหรือคำพิพากวิจารณ์ต่างๆ ได้ ทางเราก็ยินดี แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงเราก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเป็นแบบนั้นก็คิดว่าดีที่สุด ก็คือการโหวตเห็นด้วย แต่เราก็น้อมรับคำวิจารณ์

 

เมื่อถามถึงกรณีที่สื่อหลายสำนัก สส. ในพรรคประชาชนมีความเห็นต่างกันเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น นายรังสิมันต์ เปิดเผยว่า จริงๆ ทุกพรรคการเมืองก็ต้องมีการประชุม และเมื่อมีการประชุมกันแล้วก็ต้องมีข้อยุติ ตนคิดว่าในหลายเรื่องต้องยอมรับว่ามีความเห็นที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็นพรรคการเมืองเดียวกันหรือมีอุดมการทางการเมืองที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงก็ต้องมีการถกเถียงกัน สุดท้ายในการตัดสินใจหลายอย่างบางครั้งเราอาจจะเห็นด้วยกันทั้งหมด แต่ก็อาจเป็นเรื่องของสถานการณ์แบบนี้ การตัดสินใจลงมติแบบใดแบบหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ดีที่สุดก็ได้ ดังนั้นตนจึงคิดว่าเมื่อเรามีข้อยุติในพรรคก็เป็นข้อยุติ อาจมี สส. บางคนที่ไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายในความเป็นพรรคการเมืองก็ต้องหาข้อยุติอยู่ดี

 

เมื่อถามต่อว่าการที่พรรคโหวตไปในทิศทางเดียวกันถือเป็นการแสดงท่าทีประนีประนอมเพื่อให้พรรคมีทางรอด ในการเมืองหรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุว่า ทางรอดทางการเมืองไม่ได้อยู่ที่เรา หากพูดให้ชัดตนไม่คิดว่าเรื่อง 44 คนจะมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย ถามว่าหากไม่มีธงการเมืองมาแล้ว เราก็ตระหนักดีว่ารอดหรือไม่ไม่รอดอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย และต่อให้มีท่าทีที่ประนีประนอมก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรอดไม่รอด ซึ่งเป็นคนละส่วนเลย เรามีตัวอย่างจำนวนมากจากพรรคการเมืองหลายๆ พรรค ที่ประนีประนอมแล้วก็ไม่รอด แต่ตนคิดว่าสิ่งที่เราพยายามแลกเปลี่ยนกันภายในพรรคคือ เมื่อพิจารณาแล้วจากเนื้อหาสาระในวันนี้ เราควรจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจย้อนกลับไป แต่การตัดสินใจในวันนี้ว่าเราควรจะตัดสินใจกับเรื่องนี้อย่างไร แล้วเสียงส่วนใหญ่ของพรรคประชาชนก็มีความเห็นว่าในเมื่อสถานการณ์เฉพาะหน้าต้องตัดสินใจแบบนี้ จึงมองว่าการโหวตเห็นชอบคงเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว

 

ส่วนกรณีที่ สส. ในพรรคบางคนไม่ได้อยู่ในที่ประชุมการโหวต หรือหลังจากมีการโหวตแล้วมี สส. บางคนโพสต์ Facebook แสดงจุดยืนต่างๆ ส่วนนี้จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความเข้าใจ อุดมการณ์ หรือจุดยืนหรือไม่ นายรังสิมันต์ เผยว่า เรื่องการทำความเข้าใจของคนในพรรคเรามีการพูดคุยทำความเข้าใจกัน ตนมองว่าไม่ได้มีประเด็นในส่วนนั้น แต่อยากให้พิจารณาในเรื่องของกฎหมายคณะรัฐมนตรี คือกฎหมายที่มีการเปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานพระครั้งข้างที่ ดังนั้นกฎหมายของคณะรัฐมนตรีไม่ใช่นโยบายของพรรคเรา ยอมรับว่าเวลาที่มีกฎหมายของคณะรัฐมนตรีอาจมีความเห็นได้ที่ สส. บางคนติดภารกิจ ติดประชุมกรรมาธิการ หรือยังมีภารกิจที่อาจต้องไปปฏิบัติต่อต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ก็อาจเกิดขึ้น ดังนั้นตนคงไม่สามารถตอบแทน สส. ได้ทั้งหมด แต่ด้วยความที่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายของคณะรัฐมนตรี มาตรฐานก็จะเหมือนกับกฎหมายอื่นๆ ก่อนหน้านี้ หากเราไปเช็คชื่อย้อนหลังก็จะพบว่ามีทั้งคนที่เข้าและไม่เข้า นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงพรรคประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่ยังมีพรรคการเมืองอื่นที่จำนวน สส. อาจจะน้อยกว่าพรรคประชาชน ที่ไม่เข้าประชุมเช่นกัน ดังนั้นอย่าไปมองในเรื่องของนัยยะขณะนั้น