닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ00

“รมว.อุตฯ” ลงพื้นที่ไฟไหม้ เตรียมประสานโฟมดับเพลิง 15,000 ลิตร รอหลังเพลิงสงบจ่อลงพื้นที่เพิ่มเติม


วันที่ 12 พ.ค. 68 ที่โกดังเฟอร์นิเจอร์ไฟไหม้ นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางลงพื้นที่ โรงงานจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ซอยฉลองกรุง 55 โดยได้ประชุมพร้อมกับสอบถามถึงสถานการณ์การควบคุมเพลิงกับเจ้าหน้าที่ กทม. หลังจากครบ 24 ชั่วโมงที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้าดังกล่าว แต่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางบรรยากาศฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

นายเอกนัฏ เผยว่า วันนี้ที่เดินทาง ลงพื้นที่มาตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากมีอยู่สองประเด็นที่ต้องตรวจสอบ ประเด็นแรกคือเรื่องการช่วยเหลือ ส่วนประเด็นที่สองคือเรื่องหาสาเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น

สำหรับการช่วยเหลือตอนนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประสานนำโฟมดับเพลิงเข้ามา 15,000 ลิตร ซึ่งในตอนนี้รถฉีดโฟมเดินทางมาถึงแล้ว เพราะการใช้น้ำยังไม่ถึงสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ เพราะเม็ดพลาสติกยังมีความร้อนอยู่ หากฝนหยุดตกไฟก็อาจจะปะทุขึ้นมาอีก ทำให้ทางเจ้าหน้าต้องนำโฟมเข้าไปฉีดเพื่อดับไฟหลังเพลิงสงบลง อีกทั้งตอนนี้ได้มีการประสานนำรถตรวจสภาพอากาศจากนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้ามาตรวจสอบสภาพอากาศ 2 ชุดโดยชุดแรกจะตรวจสอบคุณภาพอากาศว่าดีหรือไม่ดี ส่วนอีกชุดหนึ่งจะมีการตรวจสอบในเรื่องของสารเคมีที่จะไหลออกไปสู่ชั้นอากาศ ซึ่งเครื่องมือนี้จะสามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดว่ามีสารเคมีใดบ้าง

ส่วนประเด็นที่ 2 คือการหาสาเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งต้องยืนยันว่า จุดที่มีเพลิงไหม้ไม่ใช่โรงงานแต่เป็นโกดังซึ่งโรงงานอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยโกดังเป็นของบริษัทสยามเฮ้าส์เป็นพื้นที่มีการจดทะเบียนและขอใบอนุญาตอาคารและขอใบประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่วนตัวโรงงานได้รับใบอนุญาตตั้งแต่ปี 2537 และปี 2544 ซึ่งแบ่งเป็นสองใบ ใบแรกเป็นการขออนุญาต โรงงานที่ผลิตของใช้จากพลาสติก ซึ่งมีการผลิตในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ ส่วนโกดังจะเป็นในส่วนของการเก็บสินค้าและวัตถุดิบที่บริษัทนี้ใช้

ส่วนตอนนี้ได้ขอให้ ทีมเจ้าหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำงานร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร หลังจากเพลิงยุติลงจะเข้าไปพร้อมกับตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เพื่อตรวจสอบว่ามีการลักลอบ ประกอบกิจการผลิตภายในโกดังหรือไม่ เพราะตอนนี้ยังมีการตั้งข้อสงสัยว่าโกดังนี้มีการใช้เก็บสินค้าและวัตถุดิบ ดังนั้นหากภายในโกดังไม่ได้มีการลักลอบผลิต จะมีไม่กี่สาเหตุที่ทำให้เกิดการเพลิงไหม้ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้สรุปผล เพราะยังไม่ได้เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่จริง

ดังนั้นตอนนี้ที่นำทีมเข้ามาพร้อมกับชุดสุดซอย เพื่อมาช่วยเหลือเน้นในเรื่องของสถานการณ์เพลิงไหม้ก่อน ยืนยันว่าเตรียมการสืบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ไว้แล้วว่าเกิดจากอะไร

เมื่อการสอบถามว่าทางกระทรวงเคยเข้ามาตรวจสอบหรือไม่หลังจากที่มีชาวบ้านได้ร้องเรียนหลายครั้งว่าได้รับผลกระทบจากโรงงานที่มีทั้งเสียงและกลิ่นที่ออกมาจากโรงงานดังกล่าว นายเอกนัฏ เผยว่า ตอนนี้ให้ความสำคัญและเข้มงวดในเรื่องของการประกอบการสำหรับโรงงานที่ประกอบกิจการแล้วไม่ได้รับความปลอดภัย หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องอื่นหรือสภาพอากาศก็ขอให้ร้องเข้าไปที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพร้อมจะดำเนินการในทุกที่ไม่ใช่แค่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ดังนั้นหลังจากนี้จะขอความร่วมมือไปยังกรุงเทพมหานครออกตรวจพื้นที่โรงงานต่าง ๆ เพราะเรื่องสำคัญที่สุดคือในเรื่องของความปลอดภัยและการไปรบกวนการอาศัยของพี่น้องประชาชนด้วย

เนื่องจากโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลตอนนี้ส่วนใหญ่ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้และกระทรวงอุตสาหกรรมลงพื้นที่ไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นโรงงานที่ไม่ได้ขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแต่เป็นการขอใบอนุญาตสร้างอาคารกับหน่วยงานท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าตรวจสอบมาตรฐานโรงงาน ซึ่งตอนที่เราจะได้ตรวจก็คือเมื่อมีการเกิดเหตุแบบนี้

“ไฟไหม้ผมเห็นใจแต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องโดน เพราะตอนนี้ชีวิตคนสำคัญที่สุดข่าวดีคือไม่มีใครได้รับอันตรายบาดเจ็บเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แต่ตอนนี้ควันที่พุ่งออกไปถ้าเราไม่รีบหยุดชาวบ้านก็จะไม่สามารถเข้ามาอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ได้“ นายเอกนัฏ กล่าว