“ภาคภูมิ” ลูกน้องคนสนิท “บิ๊กโจ๊ก” ย้ำ ไม่ใช่การหักหลัง แต่คือการเลือกความถูกต้อง
โพสต์เมื่อ : 7 ม.ค 2569 เวลา 11:58 น.
“ภาคภูมิ” ลูกน้องคนสนิท “บิ๊กโจ๊ก” นำหลักฐาน ยื่น สว. ตรวจสอบ กรรมการ ป.ป.ช. รับสินบนจาก อดีต รอง ผบ.ชก. ย้ำ ไม่ใช่การหักหลัง แต่คือการเลือกความถูกต้อง รับ เตรียมใจถูกโจมตี เป็นผู้ร้าย แต่ยอมแลกเพื่อความจริง เผย ฝางเส้นสุดท้าย ให้คนอื่นมารับผิดแทน บางคนโดนคดีถึง 5-6 คดี พร้อมการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย
วันที่ 7 ม.ค. 69 ที่รัฐสภา พันตำรวจเอกภาคภูมิ พิศมัย นำเอกสารกว่า 200 แผ่น ที่เกี่ยวข้องกับคดี พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐ มามอบให้กับนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เป็นตัวแทนของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อนำไปยื่นให้กับนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้พิจารณาคำร้อง
พันตำรวจเอกภาคภูมิ เปิดเผยว่า ตนส่งเรื่องไปยังกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังศาลฎีกาเพื่อให้มีการตั้งองค์คณะเข้ามาไต่สวน ซึ่งเป็นไปตามกฏหมายในส่วนนี้ได้มีเอกสารถึงท่านประธานสภาและวุฒิสมาชิกทุกคน โดยมีทั้งพยานเอกสารข้อเท็จจริงและวัตถุพยานเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นที่ปรากฎตามข่าวว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เมื่อถามว่าการออกมาในวันนี้เป็นการเปิดหน้าในการต่อสู้ความยุติธรรมความรู้สึกตอนนี้เหมือนยกภูเขาออกจากอกหรือไม่ พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่ผ่านมาหลายคนคงเห็นว่าตนโฟอินอย่างเดียว ซึ่งวันนี้ก็เป็นการเปิดให้สื่อมวลชนได้ถาม ซึ่งไม่ได้อยากจะพูดอะไรมากเพราะตนได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไปค่อนข้างมาก เพราะพูดไปก็มีแต่เรื่องเดิมๆ ซึ่งบางเรื่องอาจจะไปดูว่าตนพูดอยู่ฝ่ายเดียวเป็นการทำร้ายเขา เพราะเขายังไม่ออกมาชี้แจง
เมื่อถามว่าถึงขนาดนี้ได้มีการพูดคุยกับน้องๆที่อยู่กับอดีตรอง ผบ.ชก.ด้วยหรือไม่ พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าวว่า มีทั้งคนที่ได้คุย และคนที่ไม่ได้คุย ส่วนจะมีการออกมาพูดทั้งหมดหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ
เมื่อถามว่ามีน้องชายของพันตำรวจเอกภาคภูมิ ได้มีการโพสต์ขอโทษตนเองนั้น มองว่า คงเป็นความรู้สึกของเขาจริงๆ ตนไม่ได้โทษใครมันเป็นโชคชะตา และเป็นวิถีของการทำงานในหน้าที่ตำรวจ ที่จะทำงานเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็ต้องทำและตนยืนยันว่าไม่ได้เป็นการไปโทษใคร
ส่วนมีความกังวลในเรื่องของความปลอดภัยหรือไม่พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าวว่า ก็ส่วนหนึ่งเพราะการคุกคามมีหลายรูปแบบ มีทั้งในลักษณะไอโอทำลายครอบครัวแบบนี้ก็มีอยู่ แต่ในส่วนของความปลอดภัยทางชีวิตของเรานั้นส่วนนึงได้ไปยื่นที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพราะคดีอยู่ที่ ป.ป.ช. เพื่อให้คุ้มครองพยาน
เมื่อถามอะไรเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจออกมาทุกวันนี้คืออะไร พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าวว่า ในส่วนที่เป็นเหตุผลหลักนั้นคือทองคำ 246 บาท ที่ทุกคนเห็นก็พบว่ามีความพยายามโยนความผิดมาให้ตนและให้น้องๆคนอื่น รวมถึงให้มีการรับในสิ่งที่ไม่ได้ทำ และตัวเขาเองได้รับผลกระทบทางคดี กระทบไปถึงครอบครัว ซึ่งมันเกิดขึ้นมาหลายครั้งต่อเนื่องบางอย่างทนรับได้ก็ทนบางอย่างมันเกินขีดจำกัดอย่างในคดีนี้อัตราโทษสูง และยังมีการพยายามทำแบบนี้อยู่ก็คงจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้
เมื่อถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่รับไม่ได้กับบิ๊กโจ๊กจึงทำให้ออกมาพูดในวันนี้ พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าวว่า หลายๆเรื่องในสิ่งที่คนอื่นมารับผิดแทน บางคนโดนคดีถึง 5-6 คดี และในเรื่องของการข่มขู่ทำร้ายตนเห็นเองกับตาและได้รับฟังการบอกเล่าจากน้องๆ ซึ่งมันทำให้เรามองในมุมของความเป็นตำรวจถ้าเรายังช่วยคนเหล่านี้ไม่ได้เราก็คงทำหน้าที่ตำรวจไม่ได้
เมื่อถามว่าตอนที่จะให้พันตำรวจเอกภาคภูมิหรือน้องๆรับผิดแทนตรงนี้ได้มีการบอกอย่างไร พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าวว่า เป็นการบอกให้ทำตามเขาในวิธีการต่อสู้ของเขาแบบนี้ เดี๋ยวเขากลับมา เขาก็ให้สัญญาอะไรกับน้องๆว่ากลับมาช่วยเหลือในทางคดี แต่ในเรื่องความเป็นจริงมันทำแบบนั้นไม่ได้เพราะมันเกิดคดีขึ้นแล้วมันจบแล้ว เพราะเราเป็นตำรวจเราก็รู้อยู่แล้วว่าบางเรื่องเข้าสู่กระบวนการแล้วมันจะจบแบบง่ายๆไม่ได้เพราะมันมีขั้นตอนเวลาของมันอยู่
โดยการที่ออกมาเคลื่อนไหวยืนยันว่าไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนกับอะไร เพราะในคดีของตน มีคดีเดียวคือมินนี่ ซึ่งก็อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ซึ่งถ้าคดีส่งกลับอยู่ในมือตำรวจแล้ว ตนเองมาทำแบบนี้แล้วมาดิวกับตำรวจอันนี้ เป็นไปได้ ทั้งนี้หลังเกิดเหตุ บิ๊กโจ๊กพยายามติดต่อมาครั้งหนึ่ง ผ่านตำรวจรุ่นพี่ แต่ตนมองว่าก็ไม่มีอะไรจะต้องคุย
ส่วนเรื่องพ่อของ พันตำรวจเอกภาคภูมิ โทรไปหาบิ๊กโจ๊กนั้น ไม่มี แต่ข้อเท็จจริงคือ บิ๊กโจ๊ก โทรหาน้องชายให้ไปคุยกับคุณพ่อในเรื่องที่แอบอัดคลิปที่บ้านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ว่าให้บอกว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิเป็นคนอัดคลิป และไปกดดันท่านสุชาติ ที่ตอนนั้นเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งพ่อก็รับไม่ได้ ก็เลยโกรธ ก็เลยขาดกันเด็ดขาดตั้งแต่วันนั้นมา
เมื่อถามว่า วันที่ 9 ม.ค. 69 ศาลปกครองนัดฟังคำพิพากษาของบิ๊กโจ๊กนั้น พันตำรวจเอกภาคภูมิกล่าวว่า ตนก็อยากให้ท่านได้กลับมาทำหน้าที่ อย่างน้อยสิ่งที่ท่านได้รับผลกระทบออกไปอาจจะเกิดจากตน ถ้าได้กลับมาทำงาน ตนดีใจ ตนก็หวังว่าท่านจะได้กลับมาทำงาน จะได้ไม่ต้องมาค้างคาใจ ว่าเราก็มีส่วนที่ทำให้ท่านได้รับผลกระทบ
เมื่อถามว่าถ้าได้กลับมา คิดว่าจะไม่กระทบกับคดีตนเองใช่หรือไม่ พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าวว่าตน เชื่อในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ศาล อัยการ ตำรวจ เขาก็ทำด้วยความตรงไปตรงมา ไม่มีใครไปช่วยได้ หรือแกล้งใคร
ส่วนที่สังคมออกมาต่อว่าตนเองนั้น ก็ไม่เกินความคาดหมาย เตรียมใจที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ถูกกล่าวหา ตนเองเตรียมใจแล้ว ไม่ใช่ว่าออกมาแล้วมาต่อรองให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เมื่อถามว่า “มันจบแล้วครับนาย” เลยไหมนั้น พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าวว่า ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ยังเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชา ในสิ่งที่ท่านช่วยสนับสนุนตนเอง ก็ยังระลึกเสมอ แต่สิ่งที่ต้องแยกกันก็คือ ระหว่างความถูกต้องเพื่อคนส่วนรวม เพื่อความถูกต้อง เพื่อตัวเอง เพื่อองค์กรด้วยเพราะฉะนั้นในสิ่งที่ออกมาวันนี้ จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนหักหลัง ทรยศ มันเตรียมรับมาแล้ว
โดยภายหลังการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก็ได้มีการตอบคำถามเพิ่มเติม โดยยืนยันว่าตัวเองไม่โกรธบิ๊กโจ๊ก และยังสำนึกในบุญคุณอยู่เสมอ ส่วนเรื่องพยานหลักฐาน ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเขามีพร้อมย้ำว่า คนแรกที่ถูกหักหลังคือนายเอกวิทย์ และต่อมาคือตนเอง ซึ่งหักวันนั้นตนเองรับทอง และเอาทองกลับไปตามคำที่อดีตผู้บังคับบัญชาบอก ถ้าหากตนเองโลภ ก็คงโดนไปแล้ว
พันตำรวจเอกภาคภูมิ ตนให้ความเคารพท่านในฐานะผู้บังคับบัญชาในสิ่งที่ท่านเคยช่วยสนับสนุนตนตนก็ยังรำลึกถึงเสมอแต่วันนี้มันต้องแยกกันระหว่างความถูกต้องเพื่อคนส่วนรวมเพื่อความถูกต้องเพื่อตนเองและเพื่อองค์กรเพราะฉะนั้นในสิ่งที่ออกมาวันนี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนหักหลังทรยศอะไรต่างๆก็เตรียมรับมาแล้ว
“ คนที่ถูกหักหลังคนแรกคือนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ท่านถูกถ่ายภาพ ถ่ายคลิปวิดีโอไว้เพื่อทำการแบล็กเมล คนที่สองก็คือตนเพราะพยายามให้ตนไปรับเงินคืน และจะจัดฉากสร้างพยานหลักฐานเพื่อให้ตนรับเป็นเจ้าของเงิน ถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้เขาเรียกว่าหักหลัง มันก็ไม่ต่างกันกับสิ่งที่ตนออกมาเปิดเผยความจริง แต่เพียงแค่ว่าใครหักหลังใครก่อนแค่นั้น” พันตำรวจเอกภาคภูมิ กล่าว
ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เปิดเผยว่า กรณีที่มีกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ขั้นตอน ตามมาตรา 236 ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำการตามมาตรา 234 (1) โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ซึ่งในกรณีที่ประธานศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา และในระหว่างกระบวนการพิจารณากรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกกล่าวหา จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
z-z1603487247937.jpg)