“พิพัฒน์” ขอโทษประชาชน หลังต้องเลื่อนการคืนผิวจราจรออกไป เผย เร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
โพสต์เมื่อ : 6 ต.ค 2568 เวลา 21:9 น.
“พิพัฒน์” ขอโทษประชาชน หลังต้องเลื่อนการคืนผิวจราจรออกไป เผย เร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมชี้ รัฐไม่ยกเลิกสัมปทานรถไฟ 3 สนามบิน – ขอยึดตามสัญญาเดิม
เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 68 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีถนนทรุดตัวบริเวณหน้าวชิรพยาบาล รวมถึงสำรวจโครงสร้างอาคารของสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ โดยมีผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ
ภายหลังการตรวจสอบ นายพิพัฒน์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เดิมทีได้มีการประกาศไว้ว่าจะสามารถคืนพื้นผิวจราจรบริเวณดังกล่าวได้ภายในวันที่ 8-9 ตุลาคมนี้ แต่จากสถานการณ์ล่าสุดพบว่าอาคารของสถานีตำรวจนครบาลสามเสนเกิดรอยร้าว และมีการทรุดตัวเพิ่มเติมจากโครงสร้างเดิม จึงทำให้คณะกรรมการวิศวกรรมที่ปรึกษาเห็นควรให้มีการ รื้อถอนอาคารสถานีตำรวจฯ ทั้งหลัง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
“เมื่อพิจารณาด้านความปลอดภัยเป็นหลัก เราจึงต้องเลื่อนกำหนดการคืนผิวจราจรออกไปก่อน ซึ่งต้องขออภัยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในครั้งนี้ เราเข้าใจดีว่าจุดนี้มีความสำคัญต่อการสัญจรของประชาชน และพยายามเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยมีหน่วยงานทั้งจาก รฟม. กรุงเทพมหานคร และกระทรวงคมนาคมร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ ยังระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุด้วยตนเอง พร้อมสั่งการชัดเจนว่าหากอาคารสถานีตำรวจสามเสนมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยจะต้องมีการรื้อถอนทันที
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุถนนทรุดตัว นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยจะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคมนี้ ซึ่งในที่ประชุมจะมีการพิจารณาข้อมูลทั้งหมดเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากแรงดันน้ำ ผู้รับเหมา หรือปัจจัยทางโครงสร้างอื่น ๆ
“ผมเองยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเกิดจากอะไร จึงได้ประสานให้ทางสภาวิศวกรรมแห่งประเทศไทยเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เพราะเราต้องการข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้รู้ว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์นี้”
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ฝ่ายผู้รับเหมาได้แสดงความรับผิดชอบโดยจะเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนและก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสนขึ้นใหม่ พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่หากผลสอบระบุชัดว่าเกิดจากความผิดพลาดของผู้รับเหมา จะมีการพิจารณาความรับผิดชอบเพิ่มเติมในภายหลัง
“ตอนนี้เรายังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากความบกพร่องของใคร ขอให้มีการประชุมและสอบสวนข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อน หากผลสอบชี้ชัดว่าเกิดจากการละเมิดของผู้รับเหมา ก็จะต้องมีการพิจารณาบทลงโทษตามความเหมาะสม แต่หากไม่ใช่ความผิดของเขา เราก็จะไม่ไปโทษผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเช่นกัน” นายพิพัฒน์ กล่าว
เมื่อถามถึงมาตรการป้องกันเหตุลักษณะนี้ในอนาคต นายพิพัฒน์ ระบุว่า ในระบบการคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟฟ้า รถไฟทุกสาย ได้มีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบสภาพแวดล้อมและโครงสร้างทุกเช้าก่อนให้รถไฟวิ่งเที่ยวแรกของวัน
ทั้งนี้ เราตรวจสอบทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่าการเดินทางของประชาชนจะปลอดภัยมากที่สุด และอยากให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานอยู่มีความมั่นคงเพียงพอ
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงประเด็นเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ที่ก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลอาจยกเลิกสัมปทาน โดยยืนยันว่า “รัฐบาลไม่มีแนวคิดจะยกเลิกสัมปทานแต่อย่างใด”
“สิ่งที่ผมเคยพูดคือขอให้ภาคเอกชนปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาที่ได้ลงนามไว้เท่านั้น ไม่มีการยกเลิกสัมปทานตามที่บางฝ่ายเข้าใจผิด เราเพียงแต่ยึดแนวทางการดำเนินการตามกฎหมาย และคำแนะนำของสำนักงานอัยการสูงสุด หากมีบางประเด็นที่กระทรวงคมนาคมดำเนินการได้ เราก็จะดำเนินการทันที ส่วนเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงก็จะต้องหารือร่วมกับฝ่ายกฎหมายก่อน”
พร้อมกันนี้ ยังกล่าวว่าจะมีการเชิญผู้รับสัมปทานรายใหญ่เข้าหารือร่วมกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อทบทวนแผนการดำเนินงาน เนื่องจากผ่านมากว่า 6 ปีแล้วแต่โครงการยังไม่สามารถเริ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะตรวจสอบว่าเป็นเพราะภาครัฐยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ครบ หรือมีอุปสรรคใดที่ต้องเร่งแก้ไข
z-z1603487247937.jpg)