“พริษฐ์” ชี้ชัด ร่างพรรคประชาชนเขียนกรอบคุ้มครองระบอบประชาธิปไตย ไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
โพสต์เมื่อ : 15 ต.ค 2568 เวลา 18:23 น.
“พริษฐ์” ชี้ชัด ร่างพรรคประชาชนเขียนกรอบคุ้มครองระบอบประชาธิปไตย ไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ย้ำร่าง ปชน. เพื่อ ปชช. สร้างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยเสียงคนไทยทุกคน
วันที่ 15 ต.ค. 68 ที่รัฐสภ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายสรุปร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พุทธศักราช …. ซึ่งเสนอให้แก้ไขมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนเองในฐานะผู้เสนอและผู้สรุปร่าง พรรคประชาชนเห็นว่าหลักการและเหตุผลของร่างฉบับนี้ได้อธิบายไว้อย่างครบถ้วนแล้วจากผู้นำฝ่ายค้านก่อนหน้า จึงขอใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อตอบข้อซักถามของสมาชิกในประเด็นสำคัญ 5 ประการ
ประเด็นแรก นายพริษฐ์กล่าวถึงข้อกล่าวหาที่มีสมาชิกบางส่วนระบุว่าร่างของพรรคประชาชนเป็นการล้มล้างการปกครองโดยยืนยันว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริง และมีหลักฐานยืนยันสองประการ
ประการแรก ร่างดังกล่าวระบุชัดในมาตรา 256/26 ว่ากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้และ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันและรัฐธรรมนูญปี 2557
ประการที่สอง การไม่ล็อกห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ไม่ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง เพราะแม้จะเปิดช่องให้ปรับถ้อยคำได้ หากจำเป็น แต่ก็ต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนตามกระบวนการประชามติ
ประเด็นที่สอง เกี่ยวกับข้อกังวลว่าร่างนี้อาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ยืนยันว่าร่างพรรคประชาชนตีความคำวินิจฉัยอย่างเคร่งครัด ซึ่งห้ามเพียงการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงดังนั้น พรรคจึงออกแบบกลไกให้คณะกรรมการยกร่างมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ขณะที่สภาที่ปรึกษามาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อทำหน้าที่สะท้อนความเห็นประชาชนโดยไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย
ทั้งนี้ ยังชี้แจงว่า หากมีผู้เห็นว่าร่างนี้ขัดต่อคำวินิจฉัย ก็มีเพียงสองช่องทางร้องเรียน คือ การร้องตามมาตรา 210 (2) ซึ่งต้องอาศัยมติรัฐสภาเสียงข้างมาก และการร้องตามมาตรา 256 (9) ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ดังนั้น หากรัฐสภายืนยันร่วมกันว่าจะไม่ร้องเรียน ก็ไม่มีเหตุให้ร่างนี้ถูกตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่สาม นายพริษฐ์กล่าวถึงข้อสงสัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการไม่เคารพเสียงประชาชน 16 ล้านเสียงที่ลงประชามติรับร่างปี 2559 หรือไม่ โดยยืนยันว่า พรรคประชาชนเคารพเสียงของประชาชนทุกคน แต่ชี้ให้เห็นว่าการลงประชามติครั้งนั้นไม่ได้เสรีและเป็นธรรม เพราะมีการจำกัดสิทธิคัดค้าน และคำถามพ่วงยังมีลักษณะชี้นำ ดังนั้น การผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงไม่ใช่การไม่เคารพประชามติเดิม แต่เป็นการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนจริง ๆ
ประเด็นที่สี่ ตอบข้อสงสัยว่าทำไมไม่แก้ไขรายมาตราแทนการยกร่างใหม่ นายพริษฐ์อธิบายว่า หลายปัญหาในรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกัน เช่น อำนาจองค์กรอิสระ สิทธิเสรีภาพ และกลไกตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องทำฉบับใหม่เพื่อแก้ไขอย่างเป็นระบบ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ละเลยแนวทางการแก้รายมาตรา เพราะได้ยื่นเสนอหลายมาตราไว้ในระเบียบวาระแล้ว
ประเด็นที่ห้า ตอบข้อกังวลว่าโมเดลการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ของพรรคประชาชนซับซ้อนเกินไป โดยยืนยันว่ากระบวนการมีเพียงสองขั้นตอน คือ
1. ขั้นตอนของประชาชนมีคณะกรรมการยกร่างมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม และสภาที่ปรึกษามาจากการเลือกตั้งทางตรง โดยใช้ระบบคล้ายการเลือกตั้ง สส.
2. ขั้นตอนของรัฐสภา คัดเลือกคณะกรรมการยกร่างจาก 70 คนให้เหลือ 35 คน โดยใช้สัดส่วนคล้ายกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อป้องกันการผูกขาดและสร้างความโปร่งใส
นายพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งสามร่างที่เสนอในวันนี้มีหลักการเหมือนกัน คือการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พรรคประชาชนจึงหวังว่าจะได้รับความเห็นชอบให้ร่างนี้เป็นร่างหลักในการพิจารณา เพราะมีความใกล้เคียงกับแนวทางสภาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งมากที่สุด และทุกผู้แทนที่จะเข้าร่วมกระบวนการต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
z-z1603487247937.jpg)