“ผู้ตรวจการณ์” แจงไม่เคยรับรองกระบวนการ ส่งตัว “ทักษิณ” นอนชั้น 14 ยันตรวจสอบโปร่งใสไม่ถูกชี้นำ
โพสต์เมื่อ : 15 ก.ย 2568 เวลา 8:26 น.
“ผู้ตรวจการณ์” แจงไม่เคยรับรองกระบวนการ ส่งตัว “ทักษิณ” นอนชั้น 14 ยันตรวจสอบโปร่งใสไม่ถูกชี้นำ รับชี้แจงน้อยทำสังคมตั้งคำถาม ปัดแถลงแก้ตัวว่าไปตามข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 68 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการณ์แผ่นดิน จัดแลกเปปลี่ยนความรู้กับสื่อมวลชน กรณีการร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า จากการแสวงหาข้อเท็จจริงและการมีคำวินิจฉัยที่ผ่านมา มีข้อเท็จจริงดังนี้
1. กรณีอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัย รักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ เนื่องจากโรงพยาบาลตำรวจชี้แจงว่า การตรวจวินิจฉัยโรครายนายทักษิณ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางการแพทย์ ภายใต้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 และข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 โดยเคร่งครัด ซึ่งผลการวินิจฉัยของโรคเป็นข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยถือเป็นความลับและเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 มาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้ "ข้อมูลด้านสุขภาพของ บุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้าน สุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้" ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังนั้น การรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพเป็นหลักจริยธรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่แพทย์จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดการพิจารณาและวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินจึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสังให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลได้ซึ่งแตกต่างจากศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้แพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยความเห็นของแพทย์และผลการตรวจรักษาและวินิจฉัยผู้ป่วยต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยคดีของศาลได้
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่าได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนเลขดำที่ 1979/2566 และ 2492/2566 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ว่าเมื่อได้มีผู้ร้องเรียนในกรณีเดียวกันนี้ไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ซึ่งแพทยสภาถือเป็นองค์กรทางวิชาชีพที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายโดยตรงในการตรวจสอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงไม่อาจก้าวล่วงในกรณีดังกล่าวได้ แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม หากแพทยสภามีความเห็นในเรื่องนี้เป็นประการใดแล้วเห็นควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการชี้แจงถึงข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวให้สาธารณชนทราบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
ต่อมา ในระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนเลขดำที่ 1978/2566, 2535/2566 และ 2181/2566 ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่า แพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมดำเนินการ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 ว่า เมื่อผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการฯ เป็นประการใด หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกรอบหน้าที่และอำนาจ
นอกจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้มีความเห็นว่าเพื่อให้การปฏิบัติงานของกรมราชทัณฑ์ เรือนจำโรงพยาบาลสังกัดกรมราชทัณฑ์ทุกแห่ง ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการเอื้อประโยชนให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งและสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะ ตลอดจนให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีข้อเสนอแนะในเชิงมาตรการบริหารเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเคร่งครัด ดังนี้
1. ในกรณีที่แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้รับรองว่ามีเหตุเจ็บป่วยที่ต้องรักษาตัวนอกเรือนจำ และผู้ต้องขังได้รับการพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ขอเสนอให้แก้กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องชังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563ให้มีคณะกรรมการเพื่อดำเนินการร่วมตรวจวินิจฉัยและให้ความเห็น
2. กรณีผู้บัญชาการเรือนจำใช้ดุลยพินิจให้ผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำ เสนอให้กำหนดไว้ในกฎ
กระทรวงฯ โดยให้ผู้บัญชาการเรือนจำบันทึกการใช้ดุลยพินิจไว้ในระบบของเรือนจำเพื่อการตรวจสอบ หากมีผู้ประสงค์จะขอข้อมูลให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
1. จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินทุกเรื่องไม่ปรากฏการรับรองกระบวนการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ และมิได้รับรองอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตรแต่อย่างใด อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้รับการชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของนายทักษิณ ชินวัตร อันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสังให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็น ข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดียวกับศาลดังที่กล่าวมาแล้ว ประกอบกับได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัย รักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะตามข้อ 1 และข้อ 2
2. ส่วนประเด็นว่าได้มีการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ นั้น เป็นอำนาจในการไต่สวนและตรวจสอบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรค 2 ที่บัญญัติว่า "เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในศาลฎีกาจำนวนสามคน มีอำนาจออกหมายหรือคำสังใด ๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสังของศาล" ดังนั้น ในประเด็นเรื่องการบังคับโทษ จึงมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินแต่อย่างใด
นายทรงศัก กล่าวเพิ่มว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐแล้ว ยังมีภารกิจสำคัญในการเสนอแนะให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องและครบถ้วนตามหมวด 5 "หน้าที่ของรัฐ" อันเป็นพันธกิจที่รัฐต้องดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งในด้านการให้บริการสาธารณะ การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และการยกระดับคุณภาพชีวิต
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่ไม่ได้ชี้แจงความคืบหน้ากรณีการร้องเรียนตั้งแต่เริ่มดำเนินการ นายทรงศัก ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการร้องเรียนเฉพาะตัว และผู้ร้องเรียนบางส่วนได้นำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อในที่สาธารณะแล้ว อีกทั้งเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินการตรวจสอบจนเสร็จสิ้น ไม่พบว่ามีการโต้แย้งกลับจากผู้ร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมมากนัก
เมื่อถูกถามต่อว่ามีการกดดันจากบุคคลภายนอกหรือไม่ นายทรงศัก ยืนยันชัดเจนว่า ไม่เคยได้รับการกดดัน ไม่มีบุคคลใดเข้ามาพูดคุยหรือก้าวก่ายการทำงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมย้ำว่าการดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการอย่างเคร่งครัด
นายทรงศัก กล่าวอีกว่า แม้จะมีความเห็นต่างหรือข้อร้องเรียนจากหลายฝ่าย ก็พร้อมเคารพกระบวนการและความคิดเห็นของทุกคน และยินดีที่จะถูกตรวจสอบ เพื่อให้การทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อสังคม
เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนอาจมองว่าการแถลงข่าวของสผผ. นั้นจะเป็นเสมือนการแก้ตัวหรือไม่ นายทรงศัก กล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการแก้ตัวหรือ แก้ต่างแต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนปฎิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
z-z1603487247937.jpg)