“บิ๊กโจ๊ก” โต้กลับ “บิ๊กต่าย-บิ๊กอรรถ” วันนี้ประชาชนอยากเห็นความโปร่งใสไม่ใช่ปฎิญาณตน
โพสต์เมื่อ : 19 พ.ย 2568 เวลา 8:56 น.
“บิ๊กโจ๊ก” โต้กลับ “บิ๊กต่าย-บิ๊กอรรถ” วันนี้ประชาชนอยากเห็นความโปร่งใสไม่ใช่ปฎิญาณตน ปัดข่าวออกมาแฉเพื่อหวังผลในคดีเหตุคดีตนไม่เกี่ยวกับเว็บพนัน
วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวกรณี เรื่องเว็บพนันในองค์การตำรวจ และการซื้อขายตำแหน่ง ว่า การซื้อขายตำแหน่ง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม มี ข้อมูลมาประมาณพอสมควรซึ่งก็รอเวลา ที่จะให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการความมั่นคงฯ ซึ่งทราบว่ามีการเปิดเผยข้อมูลหลายประเด็นแล้วจากหลายเพจข่าว วันนี้ช่วงบ่ายนายอัจฉริยะจึงไปกล่าวหาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับพวกที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งวันนี้องค์กรตำรวจมันพังพินาศเพราะคนที่ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหากขึ้นมาอย่างเหมาะสมเพราะมีการต่อสู้กับเรื่องดังกล่าวมาอย่างยาวนานคือเรื่องซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เลวระยำมาก แต่ในยุคของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องส่วยเว็บพนัน ยาเสพติด มาจนถึงยุคของพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็มาเจอเรื่องซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งจะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้เรื่อง รวมถึงเรื่องการซื้อของต่างๆที่แสดงว่ามีคนไม่พอใจ ตนต้องบอกว่าวันนี้หากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะแสดงความบริสุทธิ์ใจจะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่มาขอให้แต่งตั้งตามพรบ.ตำรวจ มาตรา 17 ซึ่งผู้ที่ขอให้แต่งตั้งหรือผู้แต่งตั้งก็จะเป็นความผิดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะต้องดำเนินคดีกับทุกคนที่มาขอแต่งตั้งตำแหน่ง รวมถึงภรรยาตัวเองด้วยถ้าตัวเองไม่เกี่ยวข้องจริงๆ วันนี้ปฏิเสธไม่ได้เพราะว่าร้อนทุกหัวระแหงไม่มีใครทำแบบนี้
ถึงแม้ว่าตนจะเป็นตำรวจที่ดุก็ตามแต่ตนดุในเรื่องงาน ตำรวจอาจจะเกลียดตนเพราะเหนื่อยแต่ไม่เกลียดตนเรื่องที่นำตำแหน่งไปขาย สมัยที่ตนเป็นรองผู้ว่าชาการตำรวจแห่งชาติได้ลงไปจี้ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต และมีการหลุดพูดมาว่าจะจ่ายให้ตนเดือนละ 1 ล้าน แลกกับการไม่ลงมาจี้ได้หรือไม่ ซึ่งตนก็บอกว่าไม่สามารถทำได้เพราะตนไม่ได้อยากได้ตังค์ ตนเพียงต้องการจะปราบแก๊งอิสราเอลที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตให้ออกไปจากประเทศไทย
แต่วันนี้ตำรวจกล้าโอนเงินผ่านเว็บพนันรับเงินเว็บพนันผ่านบัญชีตัวเอง รวมถึงมีภาพกระเป๋าเงินสดนาฬิกา รถยนต์ ที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ซึ่งตนขอใช้ภาษาพูดว่า “คนที่มาจากคนที่มีอำนาจหรือไม่เคยมีอำนาจพอมีอำนาจก็เอาหมดทุกอย่างเหมือนคนไม่เคยเจอของ ทั้งเว็บพนัน และซื้อขายตำแหน่ง “ เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะจะรู้ว่าอะไรที่ควรทำหรือไม่ควรทำ วันนี้เราเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้วก็ปล่อยให้เขาแต่งตั้งกันเองอย่าเอื้อมมือไปล้วง ตนขอถามคำเดียวว่าไม่ใช่ว่าตนเย้ยหยัน แต่จะรับผิดชอบอย่างไรกับการที่ออกมาปฏิญาณว่าไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง แล้วตนขอพูดว่าคณะกรรมการระบบคุณธรรม ที่ตนไม่ได้ไปเพราะว่าเหนื่อยหน่าย เพราะเรื่องของตนที่ผ่านมาได้ยื่นไป 7 ประเด็น แต่ไม่ต้องวินิจฉัยเนื่องจากคำสั่งชอบแล้วซึ่งเป็นไปได้อย่างไร
ซึ่งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ต้องการให้รับความทุกข์ของตำรวจที่เกิดจากการรังแกของผู้บังคับบัญชา ซึ่งในวันนี้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม มีการเยียวยาแต่เพียงแค่เยียวยา ซึ่งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมไม่เคยลงโทษผู้บังคับบัญชาที่ออกคำสั่งโดยมิชอบ แค่เพียงเยียวยาเพราะตนไม่ได้เชื่อว่า จะช่วย พวกเดียวกันเอง แต่ปรากฏการณ์ทำให้เชื่อว่าช่วยเหลือหรือไม่ และต้องบอกว่าคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจแต่ละคนมีลูกน้องหมด แล้วต้นอยากถามว่าใน กรมตำรวจบางคนก็มีโควตา แต่ตนยังไม่เชื่อเพราะว่าได้เพียงรับฟังมาเท่านั้น ตนต้องบอกว่าวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งส่วยเว็บพนัน ซื้อขายตำแหน่ง นั้นเต็มไปหมดและมีอีกมากมายที่จะผุดขึ้นมาๆ
ตนยืนยันว่าตนไม่เคยคิดหวังผลในคดีของตนเพราะบัญชีม้าเมื่อก่อนไม่ได้เป็นความผิดเพราะมีการบัญญัติพรบ.บัญชีม้า แต่วันนี้พอบัญญัติพรบ.บัญชีม้า ตำรวจหลายคนชอบใช้บัญชีคนอื่นมาถือแทนเพื่อรับสิ่งผิดกฎหมาย แต่วันนี้เมื่อพรบ.บัญชีม้า เลิกแล้วมันเป็นความผิด เราต้องบอกลูกน้องเราว่าอย่าไปทำแบบนี้เพราะเราเป็นผู้พิทักษ์กฏหมาย เหมือนกรณีที่นายแพทย์วรงค์ ออกมาพูดว่ามีตำรวจจราจรมีบัญชีม้าด้วย ซึ่งสำนักงานตำรวจต้องยอมรับเลยว่ามีและจะแก้ไข แค่นี้ประชาชนก็จะเห็นความโปร่งใส ส่วนเรื่องแต่งตั้งวันนี้ ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ตำรวจออกมาปฏิญาณหรือออกมาบอกว่าไม่ได้สั่งนั้นตนมองว่า ตำรวจไม่ต้องปฏิญาณแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องมาปฏิญาณคนเดียว ต่อหน้า พระบรมราชาอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 4
ส่วนกรณีที่พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติออกมาบอกว่า การที่ตนออกมาเปิดหน้ากับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพราะต้องการเข้ามาในคดีของตนเองนั้น พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กล่าวว่าคดีของตนไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้มันคนละเรื่องเดียวกันเพราะเราเริ่มจากเรื่อง ส.ส.ช. และลูกน้องพล.ต.ท. ไตรรงค์ มาเปลี่ยนคำให้การวันนี้ไปแถลงข่าวทุกที่แต่ไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้เลยรวมถึงพยามเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องอื่น ส่วนกรณีที่นางพิมพ์วิไลออกมาพูดก็ ไปด้อยค่านางพิมพ์วิไล แต่ไม่มีการไปสืบหาข้อมูล ซึ่งหากเป็นความจริงก็ให้ไปตรวจสอบว่าเรื่องเป็นมาอย่างไรอย่างนี้จะถูกใจประชาชนแต่ไม่ใช่มาบอกว่าตนไปหวังผลคดีของตน
ส่วนที่พล.ต.ท. ไตรรงค์ ออกมาบอกว่าขอให้ประชาชนคิดก่อนฟังข้อมูลของตนจะสร้างความสับสนหรือไม่ ตนต้องบอกว่าสิ่งที่ตนพูดไม่ได้คาดหวังให้ประชาชนเชื่อ การที่ที่จะออกมาพูดนั้นเป็นการดูถูกประชาชน เพราะเค้ารู้ว่าสิ่งที่พูดอะไรคือข้อมูลจริงอะไรข้อมูลเท็จ ตนตามพยานหลักฐานในเอกสาร ซึ่งวันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการคือทำไมพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ไม่ออก แต่ตนต้องออก แล้วทำไมตำรวจกว่า 40 คนถึงไม่ดำเนินคดีแล้วทำไมถึงดำเนินคดีแค่ตน ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีไม่สั่งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรีก็ต้องโดนเรื่องละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ตนไม่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะรับเงิน แต่ประชาชนสงสัยว่าหากไม่รับเงินก็จริงแต่จะรับประโยชน์อื่นใดหรือไม่ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีก็ต้องไปรีบตัดสินใจ และรับประกันได้เลยว่าไม่มีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนไหนที่จะออกมาปกป้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะทุกคนก็รอที่จะได้รักษาราชการแทน
z-z1603487247937.jpg)