닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

“บิ๊กโจ๊ก” ส่อโดนอีกระรอก เหตุรับเงินเกินสามพันบาทหลายครั้ง



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีวันที่ 17 ม.ค.2567 พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ  ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการป.ป.ช.ในขณะนั้น  พิจารณาสำนวนกล่าวหาพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล  กรณีเรียกรับส่วยร้านคาราโอเกะ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมัยที่พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ดำรงตำแหน่ง ผกก.3 บก.ปคม.ปี 2553 ขึ้นมาพิจารณาใหม่ หลังจากสำนักงานป.ป.ช.มีมติว่ากรณีดังกล่าวไม่มีมูลความผิด



จากนั้นวันที่3 ก.พ.2567 พ.ต.อ.กฤษณะพงษ์ ร้องเรียนบก.ปปป. ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปปช. (นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการและพวก) และคณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยสำนวนไต่สวนข้อเท็จจริงกล่าวหาพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เรียกรับส่วยคาราโอเกะ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและสั่งยุติเรื่องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และยังขอให้ บก.ปปป.แจ้งสำนักงาน ป.ป.ช. ว่าบก.ปปป.ขอรับสำนวนดังกล่าวกลับมาดำเนินคดีเองภายในอายุความที่เหลือ



ต่อมาวันที่ 28 ก.พ. 2567  นายวีระ สมความคิด  แจ้งความกับบก.ปปป.กล่าวโทษพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เคยระบุว่า มีข้อมูลลับของตำรวจใหญ่ในสำนักงานตำรวจเเห่งชาติกระทำผิดกฎหมาย แต่พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์กลับไม่ดำเนินการใดๆ และยื่นเรื่องให้บก.ปปป.ตรวจสอบคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. เพราะนายวีระเชื่อว่า มีการช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในคดีส่วยคาราโอเกะภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การร้องเรียนของพ.ต.อ.กฤษณะพงษ์ และนายวีระนั้น  หากพิจารณา การกล่าวหานายสุรศักดิ์ เป็นประธานอนุฯป.ป.ช.พิจารณาสำนวนส่วยคาราโอเกะ ภาคอีสาน  ซึ่งมีพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และพวกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำโดยมิชอบนั้น รายละเอียดช่วงหนึ่งในสำนวนที่นายสุรศักดิ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯที่น่าสนใจจากส่วนของการไต่สวนข้อเท็จจริง สำนักงานป.ป.ช.และสั่งยุติเรื่องไปแล้วคือ หน้าที่81 ในส่วนของการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า เงินที่มีการโอนเข้าบัญชีพ.ต.อ.สุรเชษฐ์(ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)ดังกล่าวมีพยานมาให้การหลายคน โดยหนึ่งในนั้นคือนายชินรัตน์ วัฒนกุล(เสี่ยแต๋ม)   สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ”นายชินรัตน์(เสี่ยแต๋ม)ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจขนส่งมีความใกล้ชิดพ.ต.อ.สุรเชษฐ์และมีการให้เงินกับพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ทุกเดือนเป็นประจำ บางเดือนหลักหมื่น บางเดือนหลักแสน”



“และนายชินรัตน์ยังรู้จักสนิทสนมและไว้ใจนายธนากร(หรือบุญเลี้ยงหรือจ่าดำ) แปลนดีเป็นอย่างมาก โดยนายบุญเลี้ยงเคยยืมเงินนายชินวัตน์ไปปล่อยกู้จำนวนมาก โดยในปี2553นายชินรัตน์ได้ให้นายบุญเลี้ยงยืมเงินหนึ่งล้านบาทและยังฝากเงินห้าแสนบาทไปให้พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ไว้สำหรับซื้อสิ่งของต่างๆนำมาฝากเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ใหญ่และห้างร้านที่ทำธุรกิจติดต่อกันมานาน”


แหล่งข่าวจากสำนักงานปปช.แจ้งว่า กรณีนี้ป.ป.ช.กำลังพิจารณาว่า    จะพิจารณาคำร้องของพ.ต.อ.กฤษณะพงษ์อย่างไร แต่ยอมรับว่าข้อความที่นายชินรัตน์ให้การไว้กับ ป.ป.ช.นั้น มีข้อความที่น่าพิจารณาคือ “มีการให้เงินกับพ.ต.อ.สุรเชษฐ์ทุกเดือนเป็นประจำ บางเดือนหลักหมื่น บางเดือนหลักแสน”และ “ในปี2553นายชินรัตน์ได้ให้นายบุญเลี้ยงยืมเงินหนึ่งล้านบาทและยังฝากเงินห้าแสนบาทไปให้พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ไว้สำหรับซื้อสิ่งของต่างๆนำมาฝากเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ใหญ่และห้างร้านที่ทำธุรกิจติดต่อกันมานาน”นั้นมีสิ่งบ่งชี้ว่ามีการร่วมกระทำผิดกฎหมาย


แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช.แจ้งอีกว่า ข้อความข้างต้นที่นายชินรัตน์ให้การไว้นั้น  น่าจะมีความผิดตามพ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2543 และประกาศคณะกรรมการป.ป.ช.เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินโดย ธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543 ดังนี้  ข้อ 4 “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากทรัพย์สิน หรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมายหรือกฎ ข้อบังคับ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้”



ข้อ 5 “เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ดังต่อไปนี้

 (1)รับจากญาติได้แก่บุพการีผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ลุง ป้ า น้าอา คู่สมรส บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสบุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรมที่ได้ให้ โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป

(2) รับจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติตามโอกาสหรือตามขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น งานวันเกิด เทศกาล วันขึ้นปีใหม่หรือการมอบของขวญั แสดงความยินดีในวาระต่างๆ รับได้คร้ังละไม่เกิน 3,000 บาท

(3) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ที่การให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป



แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช.แจ้งว่า  คำให้การของนายชินรัตน์นั้น  คือเงินที่มอบให้พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ที่เกินสามพันบาทจำนวนหลายครั้ง  น่าพิจารณาว่าทำไมอนุฯป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.ที่พิจารณาเรื่องนี้ไม่ได้พิจารณาข้อความดังกล่าวและชี้มูลความผิดตามที่นายชินรัตน์ให้การไว้    ซึ่งข้อความนั้น บ่งชี้ว่าเป็นความผิดทั้งผู้ให้คือนายชินรัตน์และผู้รับคือพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์   กรณีนี้อนุฯปปช.ชุดนี้อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายหลายมาตราตามที่พตอ.กฤษณะพงษ์ระบุในคำร้องว่าร่วมช่วยเหลือผู้กระทำผิด ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  แม้สำนวนนี้คณะกรรรมการป.ป.ช.จะยุติเรื่องไปแล้วก็ตาม แต่หากมีการร้องเรียนให้ป.ป.ช.ส่งสำนวนนี้ให้บก.ปปป.พิจารณาใหม่ตามที่พตอ.กฤษณะพงษ์ ระบุในคำร้องก็สามารถกระทำได้   ตรงนี้ต้องพิจารณาว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้จะพิจารณากรณีนี้อย่างไรภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนด



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชินรัตน์นั้นคือบุคคลที่พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์อ้างว่าเป็นเจ้าของบ้านหลายหลังในซอยวิภาวดีรังสิต60 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่พนักงานสอบสวนเข้าตรวจค้นจับกุมตำรวจหลายนายซึ่งเป็นลูกน้องพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ว่า  ร่วมกระทำผิดกับเว็บพนันมินนี่ในช่วงปลายเดือนกันยายน2566 และตอนนั้นพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์อ้างกับสื่อมวลชนในช่วงแรกๆว่า  บ้านที่พนักงานสอบสวนตรวจค้นจับกุมนั้นเป็นบ้านของตัวเอง     จากนั้นพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์กลับแจ้งว่า เป็นบ้านของนายชินรัตน์ ให้อาศัยฟรี แต่ต่อมาพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์อ้างว่า ได้เสียค่าเช่าบ้านให้นายชินรัตน์เป็นรายเดือนวงเงินหลักหมื่นบาทต่อเดือน



นอกจากนี้ยังพบสิ่งที่น่าพิจารณาคือ หนึ่งในอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการชุดของนายสุรศักดิ์คือนายพิพิธ สุขเกษม  พนักงานไต่สวน สำนักงานปปช.นั้น สำนวน1420หน้าของบก.ปปป.ที่ยื่นให้สำนักงานป.ป.ช.ตรวจสอบและลงโทษบุคลากร สำนักงานป.ป.ช.หลายคนนำโดยนายสมบัติ ธรธรรม อดีตอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช.(สังกัดนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการปปช.) ว่ามีส่วนช่วยเหลือพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์จัดทำบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องแสดงต่อป.ป.ช.หลายวาระ โดยพบว่านายสมบัติได้ประสานกับพ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ลูกน้องของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์เพื่อให้นายพิพิธติดต่อกับพ.ต.ท.คริษฐ์ โดยนายพิพิธขอให้พ.ต.ท.คริษฐ์ช่วยเหลือให้คนในครอบครัวของนายพิพิธเข้ารักษาพยาบาลที่รพ.ตำรวจด้วย