“บิ๊กเกรียง” ประกาศมั่น ยึดพื้นที่ไทยคืน คือเงื่อนไขก่อนเจรจา ชี้ เป้าหมายการรบของไทยไม่ใช่พลเรือนเหมือนกัมพูชา
โพสต์เมื่อ : 29 ก.ค 2568 เวลา 6:25 น.
“บิ๊กเกรียง” ประกาศมั่น ยึดพื้นที่ไทยคืน คือเงื่อนไขก่อนเจรจา ชี้ เป้าหมายการรบของไทยไม่ใช่พลเรือนเหมือนกัมพูชา พร้อมเสนอทบทวน MOU 43-44 หวั่นเสียเปรียบซ้ำรอยประวัติศาสตร์
วันที่ 29 ก.ค.68 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา หรือ “บิ๊กเกรียง” เปิดเผยถึงกิจกรรมระดมทุนและบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า ในวันนี้วุฒิสภาได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ทหารบก เพื่อจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตจากสมาชิกวุฒิสภาและข้าราชการประจำรัฐสภา
“ ถึงแม้สภากาชาดไทยจะเป็นหน่วยหลักในการรับบริจาคเลือดอยู่แล้ว แต่จากสถานการณ์ปะทะที่ยังดำเนินอยู่บริเวณชายแดน รวมถึงความล่าช้าในการเจรจาหยุดยิง เราจึงเห็นว่าควรมีบทบาทในการสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนแนวหน้าให้ได้มากที่สุด” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว
พล.อ.เกรียงไกร ระบุว่า การบริจาคโลหิตในครั้งนี้จะถูกส่งต่อไปยังท่าอากาศยาน ก่อนลำเลียงเข้าพื้นที่เพื่อใช้รักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ซึ่งมีทั้งทหารและประชาชนในพื้นที่ โดยทางวุฒิสภายังมีการประชุมหารือภายในเกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือและการนำข้อเสนอไปสู่รัฐบาล ทั้งในด้านการประสานกับภาคเอกชน การสนับสนุนทรัพยากร รวมถึงการจัดส่งสิ่งของไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว
ในส่วนของสถานการณ์ชายแดน พล.อ.เกรียงไกร กล่าวถึงความเชื่อมั่นในกองทัพไทย ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ว่าจะสามารถรักษาพื้นที่ของไทยเอาไว้ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อความได้เปรียบในการเจรจาทางการทูตในอนาคต
“เราเชื่อว่าหากสามารถรักษาพื้นที่ของเราไว้ได้ จะเป็นแต้มต่อในการเจรจา ซึ่งขณะนี้ทหารของเราสามารถยึดพื้นที่สำคัญ เช่น ภูมะเขือ และปราสาทตาควาย กลับคืนมาได้แล้ว เพราะพื้นที่เหล่านั้นเป็นของประเทศไทยอยู่แล้ว และมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า การสู้รบย่อมมีการสูญเสีย แต่ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่โจมตีเป้าหมายพลเรือน ต่างจากกัมพูชาที่มีรายงานว่าใช้ความรุนแรงกับชุมชนพลเรือน โรงพยาบาล โรงเรียน และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก
พล.อ.เกรียงไกร ยังกล่าวถึงการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชาเมื่อวานนี้ โดยมีมาเลเซียเป็นตัวกลาง ว่าเป็นสัญญาณบวก และแสดงความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อมีหลายประเทศเข้ามามีบทบาท เช่น สหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าสุดท้ายแล้วทุกสงครามต้องจบที่การเจรจา ไม่ใช่การตอบโต้กันไปมา ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน
“เราควรได้เปรียบบนโต๊ะเจรจา การรักษาพื้นที่คือหัวใจสำคัญ เราใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งมีความแม่นยำสูง และไม่ควรส่งมอบพื้นที่ที่เรายึดคืนกลับไปอีกโดยไม่มีหลักประกันใดๆ” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว
รองประธานวุฒิสภา ยังกล่าวย้ำถึงข้อเสนอของวุฒิสภาในการยืนยันการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 และเรียกร้องให้มีการทบทวน MOU ฉบับที่ 43 และ 44 ซึ่งอาจต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาใหม่ หรือแม้แต่พิจารณายกเลิก หากขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ
สำหรับท่าทีของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าจะไม่เจรจาทางการค้าหากชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่สงบ พล.อ.เกรียงไกร มองว่าเป็นแรงกดดันเชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องรับมือ แต่ย้ำว่าหน้าที่ของทหารในแนวหน้าคือการรักษาอธิปไตย และปกป้องประเทศจากการรุกราน
“เราต้องสูญเสีย เราต้องเจ็บปวด แต่เราต้องยืนยันให้ได้ว่า การสูญเสียของเราจะต้องไม่เสียเปล่า” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว
z-z1603487247937.jpg)