닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บ2กดเกดเ

“พล.อ.ประวิตร” ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบาย พปชร.ใน สภาฯ หนุนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ 



เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่  13 ม.ค.68 ที่พรรคพลังประชารัฐ  (พปชร.) นางกาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ เขต 4 และรองเลขาธิการ พรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวภายหลังการประชุมสส.และกรรมการบริหารพรรค ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานในที่ประชุมว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ลงนามคำสั่งพรรคพลังประชารัฐ ที่ 2 /2568 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโยบายพรรคพลังประชารัฐในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาผู้แทนราษฎร เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามอุดมการณ์ วัตถุประสงค์และนโยบายของพรรค

โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ  17 (ช) จึงแต่งตั้งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายพรรคพลังประชารัฐในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีองค์ประกอบหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
1.นายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร เขต 5 เป็นประธานคณะทำงาน
2.นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ สส.พังงา เขต 2 เป็นคณะทำงาน
3.นายอนันต์ ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร เขต 3 เป็นคณะทำงาน
4.นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ สส.หนองคาย เขต 1 เป็นคณะทำงาน 
5.น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ เขต 4 เป็นคณะทำงาน
6.นายคอซีย์ มามุ สส.ปัตตานี เขต 2 เป็นคณะทำงาน
7.นายวิริยะ ทองผา สส.มุกดาหาร เขต 1 เป็นคณะทำงาน
8.นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ เขต 6 เป็นคณะทำงาน
9.นายบุรินทร์ สุขพิศาล เป็นคณะทำงาน
10.นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช เขต 6
เป็น เลขานุการคณะทำงาน

โดยคณะทำงาน มีหน้าที่และอำนาจ 2 เรื่อง 

1.พิจารณาร่วมกับศูนย์นโยบายและวิชาการ เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของพรรคเพื่อกำหนดเป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจา กระทู้ถามทั่วไป และกระทู้ถามแยกเฉพาะ ในการซักถามต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีหรือยื่นญัตติ ยื่นร่างกฎหมายเกี่ยวกับนโยบายของพรรคพลังประชารัฐและอื่นๆ 
2.พิจารณาระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อกำหนด
แนวทางการอภิปรายในการประชุมวาระต่างๆของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐในสภาผู้แทนราษฎร โดยให้สอดคล้องกับนโยบายของพรรคพลังประชารัฐโดยรับการสนับสนุนข้อมูลและแนวทางอภิปรายจากศูนย์นโยบายและวิชาการ
 3.ปฏิบัติงานอื่นๆตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย  
โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.นี้ เป็นต้นไป