닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---6138

“บวรศักดิ์” เผยสัปดาห์หน้าชงนายกฯ ลงนามร่างระเบียบสำนักนายกฯ คุ้มครองพระพุทธศาสนา มี “คพช.” คุมกฎ “อ.คพจ.” รับเรื่องร้องเรียนสงฆ์ ให้คำปรึกษากฎหมาย เล็งกำหนดคุณสมบัติไวยาวัจกรวัด

วันที่ 30 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนงานด้านกฎหมายที่สำคัญ เรื่องการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาว่า ตนได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อขอพระสังฆราชานุมัติ จะดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา จะพิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยดำเนินมาตรการป้องกันและขจัดบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น 

โดยในส่วนของพระพุทธศาสนานั้น รัฐบาลจะดำเนินการโดยพระสังฆราชานุมัติและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อกราบทูลแล้วท่านเห็นชอบด้วย จึงได้ปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องพระพุทธศาสนาและนายธงทอง จันทรางศุ และคณะ โดยยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนาขึ้น ตามที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอ และนำเสนอร่างดังกล่าวต่อ มส. ซึ่ง มส. ได้มีข้อสอบถามและมีข้อสังเกตเล็กน้อย เราก็นำมาปรับซึ่งตนได้นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ซึ่ง ครม. มีมติอนุมัติร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา และส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายบัญญัติพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ทราบว่าสัปดาห์หน้าจะพิจารณาเป็นครั้งสุดท้าย และคงเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนามได้ ร่างระเบียบนี้ถือเป็นก้าวแรกที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ที่รัฐสภา

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ระเบียบดังกล่าวมุ่งขจัดความมัวหมอง จากพระส่วนน้อยซึ่งประพฤติผิดพระธรรมวินัย ให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที แต่เราจะไม่ทำโดยอำเภอใจ ต้องเป็นพระสังฆราชานุมัติ
และด้วยความเห็นชอบจาก มส. ทั้งสิ้น วันนี้ได้ทำสิ่งที่เป็นก้าวแรกคือออกระเบียบดังกล่าว ซึ่งนายกฯ จะลงนามหลังจากตรวจร่างเสร็จแล้ว

โดยระเบียบดังกล่าวจะให้มีคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) โดยจะมีประธานที่นายกฯ แต่งตั้ง โดยพระสังฆราชานุมัติและได้รับความเห็นชอบจาก มส. และจะมีกรรมการโดยตำแหน่งคือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ ผบ.ตร. รวมถึงจะมีกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนาและด้านอื่นๆ ไม่เกิน 9 คน ที่นายกฯ แต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของ มส. และจะมี ผอ.พศ. เป็นกรรมการและเลขานุการ

โดยกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่เสนอ มส. และนายกฯ รวมถึง ครม. ว่าจะมีมาตรการกลไกที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามกฎหมาย พระธรรมวินัย มติ ครม. กฎ ข้อบังคับ ตลอดจนคำสั่งหรือประกาศของ มส. ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคณะสงฆ์โดยตรง ต้องได้รับพระสังฆราชานุมัติ และ มส. ต้องเห็นชอบ

นอกจากนั้น ยังมีการตั้งอนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาจังหวัด (อ.คพจ.) 76 จังหวัด ยกเว้น กทม. เพื่อจะรับลูกไปดำเนินการในชั้นจังหวัด และแนะนำให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ เพราะในอดีตมีบางหน่วยงานพอได้รับมอบหมาย เช่น ตำรวจไปเอาพระมาให้ถือบัตรประชาชนถ่ายรูป เป็นที่แตกตื่นในบรรดาพระทั่วประเทศ ก็ร้องเรียนมายัง มส. เป็นอันมาก เราก็จะทำให้
เป็นไปตามจารีตประเพณีของไทย
โดยคณะกรรมการชุดนี้ ยังมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเมื่อพบภิกษุรูปใดปฏิบัติ
ฝ่าฝืนพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงก็ร้องเรียนมาได้

โดยในระดับจังหวัดนี้มี อ.คพจ. จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน มีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด คลังจังหวัด เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.โดยมี ผอ. พศจ.เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

โดยจะมีหน้าที่ 1. รับสิ่งที่ คพช. มีมติ 2. จะต้องลงมือปฏิบัติการคุ้มครองพระพุทธศาสนาในจังหวัด และติดตามให้คำแนะนำปรึกษาการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของวัด ของพระภิกษุต่างๆ และอารักขาพระสังฆาธิการ และพระวินยาธิการในการปกครองคณะสงฆ์ และชำระอธิกรณ์ คือ การตัดสินคดีเกี่ยวกับพระ ลงนิคหกรรมที่แปลว่าลงโทษพระ และสอดส่องอาจารคือความประพฤติภิกษุสามเณรทั่วจังหวัดนั้น จัดทำทะเบียนการจัดการศาสนสมบัติวัด ที่ดินวัด ที่ธรณีสงฆ์ ศาสนสมบัติกลาง และวัดร้าง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส และตรวจสอบสถานภาพ และประวัติภิกษุสามเณร และทำข้อมูลในระบบ และฐานข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศดิจิทัลเข้าช่วย โดย อ.คพจ. จะมีการประชุม 3 เดือนต่อครั้ง มีเรื่องร้องเรียนที่ต้องไปดู ถ้ามีเรื่องอะไรต้องทำ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม พระสังฆาธิการที่มีหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์จะใช้อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ต่อไป

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการตั้ง 2 คณะ คือ คณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง เพื่อดูแลเรื่องพระธรรมวินัย เนื่องจากอดีตเคยมีการไปตั้งลัทธิและตีความพระธรรมวินัยตามสไตล์ของตัวเอง ตนไม่เอ่ยชื่อสำนักไหน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว จนกระทั่งเรื่องจบลงด้วยการคณะนิกายนั่นไม่ใช่คณะสงฆ์ไทย วันนี้ก็ยังมีสถานะอย่างนั้น ตลอดจนมีภิกษุบางรูปก็มาบอกว่าพระธรรมวินัยมีอยู่กี่ข้อที่เหลือไม่ใช่ เป็นต้น และมีฆราวาสจำนวนหนึ่งแสดงตนว่าเป็นผู้รู้ ประเทศไทยมีกูรูเยอะ โดยเฉพาะกูรูในโซเชียล ซึ่งถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งตามพระไตรปิฎกที่พูดๆกัน เขาเรียกสัทธรรมปฏิรูป ภาษาชาวบ้านก็คือหลักธรรมปลอม ตีความด้วยความเข้าใจของผู้พูดนั่นเอง โดยจะมีคณะวินัยธรกลาง 10 รูป หรือมีฆราวาสด้วยก็ได้ที่รู้เรื่องพระพุทธศาสนา ไว้ชี้ขาดเรื่องพระธรรมวินัย และคณะธรรมธรกลางชี้ขาดเรื่องพระธรรม แล้วเสนอให้สมเด็จพระสังฆราชมีพระสังฆราชานุมัติ และ มส. มีมติเห็นชอบ และแจ้งเวียนให้วัดและศาสนิกชนทราบ เพื่อถือปฏิบัติต่อไป จะได้ไม่ต้องเกิดการถกเถียงกันในสังคมว่าใครถูกใครผิด

คณะวินัยธรกลางและคณะธรรมธรกลาง จะมีภิกษุ 10 รูป ที่ทรงพระวินัยทรงพระธรรม และมีที่ปรึกษาเป็นฆราวาสก็ได้ ความจริงวินัยธรกลางกับธรรมธรกลางมีมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว วันนี้มาเขียนในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรัฐบาลจะได้เข้าไปช่วย

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนได้เสนอ ครม. เพื่อให้ระบบบัญชีของวัดโปร่งใส ได้ให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง ลงไปจัดทำระบบบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด ระบบบัญชีการรับ-จ่ายเงินศาสนสมบัติของวัด ศาสนสมบัติกลาง เพื่อให้วัดทั่วประเทศถือปฏิบัติ แต่ไม่ใช่ทุกวัดต้องทำเหมือนกัน วัดที่รายได้แทบจะไม่มี อันนี้ก็อาจจะบอกกรมบัญชีกลางไม่ต้องทำบัญชีแบบวัดใหญ่ๆ สมมุติถ้าวัดหนึ่งเห็นว่ามีรายได้
1-10 ล้านบาท จะทำบัญชีแบบรวบรัด
กรมบัญชีกลางก็ทำบัญชีแบบรวบรัด แต่วัดที่อาจจะมีรายได้เกิดจากการบริจาคด้วยความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมากขึ้นหน่อย เช่น 10 ล้านบาทขึ้นไป อาจต้องทำบัญชีและมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นคนสอบบัญชี วันนี้ความจริงกรมสรรพากรทำแล้ว แล้วเราไม่ต้องไปทำเพิ่ม คือต่อไปนี้การถือเงินไปบริจาค พระจะเขียนในใบอนุโมทนาไม่มีแล้ว ต้องผ่านระบบอินโนเวชั่น แปลว่าคุณจะบริจาค คุณต้องบริจาคทางอิเล็กทรอนิกส์ ใบอนุโมทนาก็จะออกระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยแยกเงินของวัดและส่วนตัวอย่างชัดเจน

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า นี่คือขั้นแรกที่รัฐบาลจะทำ ความจริงต้องมีมากกว่านี้ จะมากขนาดไหน ต้องรอ คพช. ว่าจะลงมือทำไปทีละเรื่อง โดยไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า จะค่อยๆ ทยอยทำไป เช่น ต่อไปนี้ ไวยาวัจกร ต้องมีคุณสมบัติต้องห้าม อาจต้องมีวาระดำรงตำแหน่ง เป็นนานไม่ได้ เช่น ไม่เคยถูกตัดสินคดีเกี่ยวกับทรัพย์ จะมาเป็นไม่ได้ โดยจะขยับไปเรื่อยๆ ทีละขั้นทีละตอน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของคน