닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ-Recovered

“นายกฯ” เผย ก็ถูกครอบงำทั้งคู่ ต่างแค่เป็นพ่อและคนไม่ใช่พ่อ ตอบปมอุยกูร์ ยันไม่มีประเทศที่ 3 ติดต่อมาอย่างเป็นทางการ เคารพความเห็นนานาประเทศแบน จวกเป็นนักสิทธิมนุษยชน 2 มาตรฐาน เชื่อดันทุรังแก้ รธน. ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล ลั่น คนเสื้อแดงยังอยู่ในใจเสมอ เผยก่อนหน้านี้ก็ “ดีลลับ” พรรคฝ่ายค้านตั้งรัฐบาล ชี้เอาให้ชัดครั้งหน้าจับมือหรือไม่จับมือกับใคร

 

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2568 ที่รัฐสภา นางสาวแพทองธาร ชินวัตรนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร​ ครั้งที่ 26 พิจารณาเรื่องด่วน ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 เผย ว่า ตลอดระยะเวลาสองวันตนได้ยินชื่อตัวเองมากที่สุดแล้วอะไรที่มีสาระที่เป็นประโยชน์ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้นำฝ่ายค้านได้ย้ำถึงภาวะผู้นำและเรื่องการถูกครอบงำอยู่หลายครั้ง คนที่ย้ำเรื่องเดิมๆ อยู่หลายครั้งไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่เด็ดขาดหรือไม่แต่ว่าตนคิดว่า เราไม่ต้องคิดแบบนั้นก็ได้ ไม่ใช่แค่ตนที่ถูกกล่าวหาเรื่องการถูกครอบงำ ท่านก็ถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำเช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่ตนถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำโดยบิดาแต่ท่านถูกครอบงำโดยคนที่ไม่ใช่บิดา

 

“มองว่าไม่อยากให้ใครพูดแบบนี้เพราะส่วนตัวเคารพและให้เกียรติผู้นำฝ่ายค้านและไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลย ที่อาจสงสัยในภาวะผู้นำของท่านหรือไม่ เราอายุเท่ากันก็คงจะเข้าใจ ส่วนในเรื่องเส้นทาง ทางการเมืองก็มีสิ่งที่คล้ายกันอยู่บ้างเพราะเราก็เจอชะตากรรมและการถูกกระทำของพรรคการเมือง ทำให้เรามาถึงวันนี้ เพราะหากพรรคของตนไม่ถูกกระทำทางการเมืองเราอาจมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ดร.ทักษิณ ก็ได้หรือพรรคท่านอาจมีหัวหน้าพรรคชื่อธนาธรก็ได้ ทั้งตนและท่าน ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด การที่จะด้อยค่าคนอื่นแบบนี้ มองว่าอย่าทำเลย“ นางสาวแพทองธารกล่าว

 

นางสาวแพทองธารยังกล่าวอีกว่า การที่ตนเป็นลูกสาวของนายทักษิณ ถูกวิจารณ์ถูกปรามาศตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต จนถึวันนี้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีและคนที่ถูกกล่าวถึงมากกว่าตนคือนายทักษิณ ตนก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายที่ตนรับฟังคำแนะนำของนายทักษิณ เพราะเป็นคนมีความรู้ควาสามารถ ทั้งในและนอกประเทศ หากความคิดเป็นประโยชนให้ประเทศและประชาชน นั่นก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะมีนักการเมืองหลายรายโดยตัดสิทธิ์ทางการเมือง มากน้อยต่างกันแต่ก็มีหลายคนเดินหน้าทางการการเมืองอยู่ก็ยังทำได้

 

“ทำไม่ถึงเป็นเรื่องของท่านทักษิณคนเดียวที่เป็นประเด็น หรือท่านทักษิณโดนตัดสิทธิ์ยกกำลังสองก็ไม่แน่ใจ”นางสาวแพทองธารกล่าว

 

ส่วนประเด็นเรื่องอุยกูร์ที่ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายของผู้ลี้ภัยเมื่อมีการลักอบเข้าเมืองมาก็ถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนโดยยึดหลักมนุษย์ธรรมและสิทธิ์มนุษย์ชน แต่การกักตัวเอาไว้กว่า 10 ปีนั้นระเทศจีนซึ่งเป็นประเทศแม่นั้นมีการขอรับตัวเนื่องจากประเทศที่3 ยังไม่ได้มีการติดต่อมาอย่างเป็นทางการ โดยได้มีการยืนยันว่ามีความปลอดภัย ซึ่สิ่งนี้เป็นพันธะสัญญาต่อสมาคมโลก และคณะของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เดินทางไปยืนยันว่าได้รับความปลอดภัย ว่าชาวอุยกูร์สมัครใจหรือไม่ โดยรัฐบาลถูกต่อว่าว่าไม่ทำตามใจชาวอุยกูร์ ซึ่งตนก็คิดถึงอันดับแรกว่าสิ่งที่คนไทยเหมาะสมที่สุดคืออะไร และทีมทั้งหมดในคณะรัฐมนตรีต้องมาศึกษากัน การกลับไปดีกว่าหรือไม่

 

ส่วนกณีที่มีประเทศออกมาประณามนั้นตนเคารพทุกความเห็น สิ่งที่ทำได้คือใช้เวลาและการอธิบายให้ทุกประเทศเข้าใจ ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะไม่ทราบว่าไทยกับจีนคุยอะไรกัน ได้มีหนังสือรับรองเกิดขึ้น เพราะหากมีหนังสือรับรองและไม่เป็นแบบนั้น จีนจะถูมองไม่ดีในสายตาชาวโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดอย่างนั้นถึงมั่นใจและส่งอุยกูร์กลับไป

 

“ที่กล่าวหารัฐบาลว่าทำผิด ในเรื่องนี้ ได้เปิดตามองครบมิติของโลกหรือไม่ ถ้าเป็นนักสิทธิมนุษยชนก็ต้องมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกก็ไม่แน่ใจว่าอาจจะมีสองมาตรฐานสำหรับรัฐบาลนี้โดยเฉพาะหรือไม่เพราะเท่าที่จำได้ก็ไม่มีนักการเมืองไหนเลยที่มีนโยบายของเรื่องผู้ลี้ภัย จะใช้นโยบายนี้และโอกาสนี้ ออกนโยบายประกาศเลยว่าจะทำตามที่ผู้ลี้ภัยต้องการในทุกกรณีหรือจะมีแนวทางอย่างไรบ้างประชาชนจะรับฟัง” นางสาวแพทองธารกล่าว

 

ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตอนนั้นเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน และลงสัตยาบันร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้งแต่ทำไม่สำเร็จเมื่อมาเป็นรัฐบาลก็ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาจุดยืนคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่แตะหมวดหนึ่งหมวดสองเพียงแต่ข้อกฎหมายที่ซับซ้อนทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากและมีข้อเห็นต่างจากพรรคร่วมรัฐบาลรวมถึงวุฒิสภา ทั้งในเรื่องกฎหมายการทำประชามติและจำนวนครั้งในการทำประชามติ แต่เราก็พยายามเดินไปข้างหน้า ซึ่งตนถูกเรียกร้องให้แสดงภาวะผู้นำ มองว่าไม่ต้องเรียกร้องเพราะตนก็ทำอยู่ตลอดเวลาและมีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลตลอดในทุกๆนโยบายที่ต้องหารือซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแสวงจุดที่ร่วมและสงวนจุดต่างให้ชัดเจน จนล่าสุดพรรครัฐบาลที่เคยไม่เข้าร่วมประชุมตกลงลงมติเห็นชอบร่วมกันนำเรื่องยื่นศาลรัฐธรรมนูญซึ่งตนเข้าใจว่าแม้จะช้าไปบ้างอาจจะไม่ทันใจแต่แน่นอนนี่เป็นโอกาสที่ชัดเจนแห่งการสำเร็จ ส่วนภาวะผู้นำของตนนั้นคิดว่ามีความอดทนเพราะเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมหลายพรรคก็ต้องอดทน เหตุผลและต้องมีความจริงใจเพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตนยึดถือและมองเห็นว่าผลสำเร็จจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญ

 

“เพราะหากจะให้ตนเป็นผู้นำในลักษณะนี้ก็จะดันทุลังไปและพังทุกรอบจะไม่เป็นผลสำเร็จตนเชื่อว่าการดันทุรังแบบนั้นจะไม่เกิดผลดีกับรัฐบาลของตน ”นาสาวแพทองธารกล่าว

 

ส่วนเรื่องที่มีสมาชิกอภิปรายเรื่องการต่อสู้ของ ประชาชนนั้นยืนยันว่า รัฐบาลนี้เคารพสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของทุกฝ่ายและไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งเคยบอบช้ำเจ็บปวดขนาดไหน พรรคการเมืองที่เคยต่อสู้ร่วมกับประชาชนก็ยืนเคียงข้างประชาชนอย่างเปิดเผย ในพรรคของเราก็เต็มไปด้วยนักการเมืองที่ต่อสู้เคียงข้างกับประชาชนมาและแน่นอนว่าเราเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ คนเสื้อแดงหลายคนในพรรคและลูกหลานของคนเสื้อแดงอีกมากมายในพรรคเพื่อไทย ถึงเราจะไม่ได้พกหมวกพกผ้าพันคอมาแต่เราก็แสดงเรื่องนี้อย่างจริงจังและอยู่ในใจของเราเสมอ

 


ส่วนเรื่องคำว่าดีลลับหมายถึงการเจรจาหาข้อสรุปร่วมกันการเมืองทุกที่ในโลกใบนี้ก็ต้องมีการดีลกันทั้งนั้นและรัฐบาลตั้งมา

“เพราะก่อนหน้านี้พรรคของเราก็ดีลกับพรรคของท่านและพรรคของท่านก็ดีลกับพรรคของเราเรายกมือโหวตให้แคนดิเดตของท่าน ด้วยความเชื่อว่าท่านสามารถรวมเสียงวุฒิสภาได้สำเร็จแล้วเพราะเราก็ดิวกันแบบนั้นไม่ว่าจะเป็นสองคนหรือทุกๆคนในพรรค แต่ที่ผ่านมาเราก็รักษาคำพูดเสมอเพราะท่านก็ดีลกับเราเสมอมาเช่นกัน ก็เลยทำตามดีลทุกอย่างทั้งปี 2562 พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งแต่พอโหวตเลือกนายกก็มาดีลให้ยกมือให้กับท่านที่เป็นพรรคอันดับสาม เราก็ทำตามดีลให้ท่านทุกอย่าง แต่การเลือกตั้ง ปี 66 ท่านเป็นพรรคอันดับหนึ่งมาดีลให้เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเราก็ตอบตกลงและยกมือให้อีกครั้ง ครั้งแรกไม่ผ่านอย่างที่ตกลงไว้เราก็ยกมือให้อีกเป็นครั้งที่สองตามที่ดีลไว้รวมถึงยกมือให้แคนดิเดตของพรรคท่านมาตลอด แต่เท่าที่จำได้ท่านยังไม่ยกมือให้กับคนของพรรคเราเลย“ นางสาวแพทองธารกล่าว

 

นางสาวแพทองธารยังกล่าวอีกว่า เมื่อพรรคท่านตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จเราก็เดินหน้าตั้งรัฐบาลต่อไปซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภาก็เกิดขึ้นกับพรรคเรามาแล้วแล้วก็เกิดขึ้นกับพรรคท่านเช่นกันเพราะเรารู้ดีว่าการตั้งรัฐบาลครั้งนี้ต้องพบกับความยากลำบากพบกับการต้องอธิบายให้ประชาชนฟังแต่ถ้ามีความตั้งใจอย่างมากที่จะผลักดันนโยบายสู่ประชาชนจริงๆ เราทราบอยู่แล้วตัวเลขก็บอกว่าศักยภาพประเทศไทยโตช้ามาเป็น 10 ปีหากเราไม่เริ่มแต่วันนั้นเราจะมีนโยบายที่ออกไปถึงประชาชนแบบวันนี้หรือ

 

“การที่พูดถึงนโยบายไม่ตรงปกแต่ชาวบ้านได้รับเงิน 10,000 บาทถามประชาชนแล้วหรือยังว่ามีความสุขกับสิ่งนั้นหรือไม่การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นถูกกระตุ้นแล้วถ้าไม่กระตุ้นเลยมันจะกระเตื้องแบบวันนี้หรือไม่ การที่เราได้เริ่มทำถ้าไม่นับหนึ่งตั้งแต่วันนั้นวันนี้ก็ยังจะติดลบอยู่ถ้าเราไม่เริ่มจากลบมาเป็นศูนย์และศูนย์มันเป็นบวกเมื่อไหร่ประเทศไทยจะเคลื่อนไปข้างหน้าเพราะฉะนั้นเพื่อไทยหรือรัฐบาลนี้ก็เบรคเอาไว้ในเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราภูมิใจว่าเราได้ทำนโยบายต่างๆและได้เดินสายคุยต่างประเทศนำเงินเข้าประเทศทำให้การลงทุนของประเทศไทยสูงสุดในรอบ 10 ปีแล้วทั้งที่รัฐบาลยังไม่ถึงหนึ่งปี ต้นเชื่อว่าในทุกที่ไม่มีใครอยากถูกกล่าวหาในวันนี้การสร้างการเมืองแบบใหม่ ”นางสาวแพทองธารกล่าว

 

นางสาวแพทองธารยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “ควรประกาศให้ชัดไปเลยว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมกับใครหากพูดให้ชัดตั้งแต่วันนี้ประชาชนก็จะได้เกิดความสบายใจ”