“นายกฯอิ๊งค์” เปิดงานวันเด็กทำเนียบ ”พี่อิ๊งค์“ แนะเด็กไทยเรียนรู้จากทุกโอกาส ให้กำลังใจ คนเป็นพ่อแม่ที่ดีต้องมีความสุข
โพสต์เมื่อ : 11 ม.ค 2568 เวลา 10:11 น.
“นายกฯอิ๊งค์” เปิดงานวันเด็กทำเนียบ ”พี่อิ๊งค์“ แนะเด็กไทยเรียนรู้จากทุกโอกาส ให้กำลังใจ คนเป็นพ่อแม่ที่ดีต้องมีความสุข บ่นนักการเมืองหญิงถูกบูลลี่ “ทักษิณ” คือแรงบัลดาลใจ อุ้ม “ธาษิณ” ลูกชายถ่าย สแตนดี้หมูเด้ง
จากนั้น เวลา 09.20 น. ภายหลังน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายกฯได้เดินทางต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาล โดยขบวนรถนายกฯ จอดบริเวณประตู 1 ก่อนเดินลงรถและเดินเข้าไปยังตึกไทยคู่ฟ้า มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต. ประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรีมารอต้อนรับ ระหว่างนั้นมีน้องๆเมาขอถ่ายภาพเป็นระยะ จากนั้น นายกฯไปยังห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้นำเด็กนักเรียน และเยาวชนจากบ้านเฟื่องฟ้า 10 คน ซึ่งเป็นเยาวชนผู้ได้รับการคัดเลือกโดยมีความสามารถ และเป็นเยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มานั่งเก้าอี้นายกฯ พร้อมถ่ายภาพร่วมกับนายกฯ และรับของที่ระลึก
ต่อมา เวลา 10.00 น. นายกฯ เดินจากตึกไทยคู่ฟ้ามายังตึกสันติไมตรี โดยมีขบวนกลองยาวจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) นำขบวน จากนั้นน.ส.แพทองธาร ได้เดินต่อมายังที่ตึกสันติไมตรี เพื่อเป็นประธานเปิดงานวันเด็ก มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รอให้การต้อนรับ โดยน.ส.แพทองธาร กล่าวเปิดงานวันเด็กตอนหนึ่งว่า วันนี้ เป็นปีแรกของตนในฐานะนายกฯที่ได้มีโอกาสมาเปิดงานวันเด็กวัน คำขวัญวันเด็กปีนี้ คือ “ทุกโอกาสคือการเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง” ตนเป็นนายกฯที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย จริงๆแล้วทุกโอกาสถ้าเราสามารถเรียนรู้ได้จากเหตุการต่างๆ คนต่างๆที่มีหลายอาชีพหลายประสบการณ์ โอกาสเหล่านั้นจะสามารถเพิ่มความรู้ให้เราได้อันนั้นเป็นกำไรกับชีวิต เราสามารถหาความรู้ได้จากทุกภาคส่วน การที่เราเป็นคนที่รับฟังเปิดกว้างเราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกคน โลกที่ปรับตัวอย่างรวดเร็วเราต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน การที่เรารู้ตัวและพร้อมปรับตัวเสมออันนั้นคืดสิ่งดี อยากให้น้องๆมีสิทธิเลือกอนาคตของตัวเอง ชอบอะไร อยากทำอะไรเพื่อสังคมเพื่ออนาคตของตัวเองก็ขอให้มีสิทธิเลือก แต่ก็อยากมีผู้ใหญ่ที่มีมีประสบการณ์ มีความรู้ คอยให้คำปรึกษาอยู่ข้างๆ เราก็จะดำเนินชีวิตได้อย่างมีสติมีข้อมูล และเลือกอนาคตที่เราชอบได้ในส่วนของรัฐบาล ก็มีนโยบายโครงการ ODOS (โอดอส) 1 อำเภอ 1 ทุน ไม่น้อยกว่า 1,000 ทุนต่อรุ่น รวมถึงอยากให้เด็กไทยได้มีโอกาสเปิดประสบการต่างประเทศก็จะมีนโยบาย โอดอส ซัมเมอร์แคมป์ มีระยะเวลา 5-6 สัปดาห์ เดินทางไปทั่วโลกครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอและ 50 เขตในกทม. รวมแล้ว 928 พื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กไทยได้เปิดโลกกว้าง นำวัฒนธรรมต่างๆมาปรับใช้ นอกจากนี้เรายังเดินหน้าต่อ มาตรการ “Thailand Zero Dropout” ให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาเข้าสู่ระบบ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่สมัย นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ เราก็ดำเนินการต่อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กได้กลับมาศึกษาและเพิ่มโอกาสทำงานในอนาคต
น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ”เด็กทุกคนมีวัยเด็กที่แตกต่างกันไป อย่างพี่เอก็มีวัยเด็กที่แตกต่างจากน้องๆ สมัยก่อนไม่มีไอแพท โทรศัพย์ ไลน์ก็ไม่มี เรามีเทคโนโลยีแล้วก็จริงแต่อยากให้ใช้เวลากับคนที่อยู่ข้างหน้าด้วยจะได้เรียนรู้ความแตกต่างของเพื่อนๆได้นั้นคือสิ่งสำคัญของวัยเด็ก สำหรับผู้ปกครองที่อยู่ในที่นี้ มีคำพูดที่ว่าการเป็นพ่อแม่ที่ดีเป็นอย่างไรตนมีลูกสองคน ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นแม่ที่ดีแล้วหรือยัง เอ๊ะเราให้เวลาลูกน้อยไปหรือเปล่า เอ๊ะหลายๆอย่าง เอ๊ะเราสอนลูกถูกมั้ย เราตามใจไปหรือเปล่า คุณพ่อคุณแม่อาจมีคำถามเหล่านั้นในใจเข้าใจได้ แต่ได้ยินมาคำหนึ่งแล้วรู้สึกชอบ เป็นกำลังใจให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นคำว่า “พ่อแม่ที่ดีคือพ่อแม่ที่มีความสุข” ตนมั่นใจว่าพ่อแม่ในห้องนี้เป็นพ่อแม่ที่มีความสุข ซึ่งจะสะท้อนมาถึงลูก และเราเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่พ่อแม่ที่มีความสุขที่ซัพพอร์ตและให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ นั้นคือพ่อแม่ที่ลูกของเราต้องการ ขอให้กำลังใจพ่อแม่ทุกท่านเลี้ยงลูกให้เป็นความสุขของเขาและเป็นความภูมิใจที่เราได้เห็นพวกเขาเติบโตขึ้นทุกวันอย่างสมวัย วันเด็กปีนี้ขออวยพรทุกท่านเติบโตมีสุขภาพแข็งแรงเป็นเด็กๆที่สดใส มีคุณพ่อคุณแม่ ญาติพี่น้องที่ห่วงใยดูแล มีเพื่อนที่ดี เรียนเก่งเก่ง อยากได้อะไรขอให้ได้ตามนั้น และเป็นกำลังของประเทศชาติต่อไปในอนาคต”
จากนั้น น.ส.แพทองธาร ได้ร่วมกิจกรรม นั่งล้อมวงพูดคุยกับตัวแทนเด็กและเยาวชนโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จากกรุงเทพมหานคร นครปฐม และสมุทรปราการ จำนวน 40 คน และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ตอนหนึ่งน.ส.แพทองธาร กล่าวว่า พี่จบจากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เป็นโรงเรียนหญิงล้วน จบแล้วไปต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 1 ถึงปี 4 และเรียนปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ สาขาโรงแรม แต่สรุปมาทำการเมืองแทน ความจริงอะไรที่เราแพลนไว้ไม่ได้ตามที่เราแพลนทุกอย่าง คำขวัญวันเด็กถึงได้พูดว่าพร้อมปรับตัวสู่อนาคตวันนี้น้องๆมีคำถามอะไรถามได้เลย ช่วงหนึ่งเปิดให้นักเรียนได้เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนสอบถาม โดยนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ถามนายกฯว่า เหนื่อยหรือเปล่ากับการทำงานในตำแหน่งนายกฯ นายกฯตอบว่า คิดว่าทุกตำแหน่งเหนื่อยคนละแบบ ความจริงเป็นนายกฯเหนื่อยแต่เหนื่อยปกติ อาจจะมีวันหยุดน้อยหน่อย เพราะเราหยุดอาจจะโดนว่าก็เลยทำให้ไม่ได้หยุด เป็นนายกฯหยุดอาจจะผิดเล็กน้อย แต่ความจริงไม่เหนื่อยเพราะมีกำลังใจที่ดีเวลาผลงานที่ทำออกไปแล้ว ขณะที่นักเรียนโรงเรียนหอวัง ถามว่า เป็นผู้นำหญิงที่อายุน้อยที่สุดคิดว่ามันยากหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ทุกอายุมีความสามารถ การเป็นนายกฯอายุน้อยที่สุดสร้างประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทย ความจริงคิดว่าเนื้องานไม่ได้ต่างกับผู้ชาย แน่นอนมันก็ยังมีในเรื่องของความบูลลี่นิดนึงในความที่เราเป็นผู้หญิง ถ้าสังคมเปิดกว้างขึ้นโลกเปิดกว้าง มีการพัฒนาตรงนี้มากขึ้น และเข้าใจมากขึ้นคิดว่าตรงนี้จะน้อยลง เคยอ่านหนังสือเขาบอกว่านักการเมืองหญิงทั่วโลกจะถูกบูลลี่ในเรื่องต่างๆ สมมุติว่าเป็นผู้หญิงทำไมใส่ชุดนี้ ชุดนั้น แต่ผู้ชายใส่ชุดสูทชุดเดียวจบ ก็เลยไม่มีใครสนใจ สิ่งที่ยากคือตรงนี้ เพราะเราเป็นผู้หญิงโดนบูลลี่ในเรื่องนี้ ถามว่าทำอย่างไร เราต้องรู้คุณค่าของตัวเราก่อน ต้องรู้ว่าเรามาทำตรงนี้เพื่ออะไร เรามีดีอะไรบ้าง เราอยากทำเรื่องดีๆให้ใครบ้าง อันนี้คือสิ่งที่เราตั้งใจ และต้องมีสติเยอะๆ คำนี้สำคัญ ขอบอกไว้ก่อน เผื่อโตขึ้นไปจะรู้สึกว่าคำนี้สำคัญมากคือคำว่าสติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เด็กนักเรียนจากโรงเรียนราชวินิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ อยากถามนายกฯว่าอะไรคือแรงบันดาลใจของนายกฯ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า แรงบันดาลใจมีหลายอย่าง แรงบัลดาลใจที่หนึ่ง คือ คุณพ่อพี่เคยเป็นนายกฯเคยทำนโยบายไว้ให้ประเทศชาติ จนถึงทุกวันนี้คือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนฝั่ง นโยบายนี้ยังอยู่ ยังได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ ทำให้พี่รู้สึกว่าพี่อยากทำนโยบายนี้ ไม่ว่าตัวพี่ไปอยู่ที่ไหน แต่ประโยชน์นี้ยังอยู่ที่ประชาชนอยู่ ถ้าทำได้พี่จะรู้สึกมีความภูมิใจ และรู้สึกว่าเรื่องดีๆยังตกอยู่ที่ประชาชนไม่ว่ามันจะเปลี่ยนไปกี่ยุค กี่สมัยก็ตาม อันนี้คือแรงบันดาลใจแรก ส่วนแรงบันดาลใจที่สองจากที่เห็นประเทศชาติวุ่นวายแล้วเรามีโอกาสมานั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ทำเรื่องต่างๆให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ และแรงบัลดาลใจที่สาม คือลูกๆ อย่างน้อยๆในเทอมที่เป็นนายกฯ ได้สร้างสิ่งดีๆไว้ให้กับประเทศ นั่นก็เป็นการเตรียมพร้อมอนาคตส่วนหนึ่งให้กับลูกๆด้วย ขณะที่เด็กจากโรงเรียนสมาคมพยาบาลไทยจังหวัดน่าน ถามนายกฯว่าได้เห็นพี่อิ๊งค์ทำกับข้าวให้ลูกๆกิน คิดว่าพี่อิ๊งค์เป็นแม่ที่ใจดี และมีเมนูอาหารที่จะมาแนะนำพวกหนูหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่าตอนมีลูกคนแรกลูกสาว 4 ขวบตอนนั้นเป็นช่วงโควิด-19 ทำอาหารให้ลูกทานได้ 3 มื้อ และเมนูโปรดที่ทำกับลูกคือ ที่บ้านปลูกผักปลอดสารพิษก็ให้น้องๆไปเก็บผักและนำมาทอดกรอบ เราเรียกกันง่ายๆในบ้านว่า “บุ้งกรอบ” มันทำง่ายๆ ก็แค่ผสมแป้งสำเร็จรูปและชุปให้เด็กๆทอด
ต่อจากนั้นนายกฯถ่ายภาพกับนักเรียน Thailand Zero Dropout นักเรียนนอกระบบการศึกษาที่ได้รับการนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง และกลุ่มเยาวชนที่ชนะการแข่งขันกีฬาประเภทจักรยานทรงตัวในรายการแข่ง RSR Runbike Championship in Songkhla ทั้งนี้ตัวแทนนักเรียนได้มอบตุ๊กตาทำมือให้กับนายกฯด้วย
ขณะที่บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีเด็กๆขอถ่ายรูปและขอลายเซ็นนายกฯ
ต่อมาเวลา 11.20 น. น.ส.แพทองธาร ได้อุ้มน้องธาษิณ ด.ช.พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ ลูกชาย และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีได้จูงมือ ด.ญ.ธิธาร สุขสวัสดิ์ ลูกสาวคนโต ลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมด้วยลูกฝาแฝดชายหญิง โทนี่ และทีน่าของนายพานทองแท้ ชินวัตร พี่ชาย โดยน้องธาษิณ ได้หันไปทางสแตนดี้หมูเด้ง น.ส.แพทองธารจึงพาลูกและหลานไปดูหมูเด้ง โดยน้องธาษิณได้เอามือไปตีหมูเด้งเล่นอย่างสนุกสนาน จากนั้นน.ส.แพทองธาร ได้ทักทายเด็ก ๆ และผู้ปกครองที่มาร่วมงานอย่างเป็นกันเอง และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้จัดงาน
และช่วงหนึ่งน.ส.แพทองธารได้แวะถ่ายรูปหน้ารถหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่นำภาพยนต์เรื่องต่างๆมาฉายให้กับเด็กๆ หนึ่งในนั้น เป็นหนังบ้าน ของนายสุพจน์ ธวัชชัยนันท์ นักธุรกิจและนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่น เพื่อนของนายเลิศ ชินวัตร บิดาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ความยาว 4 นาที ถ่ายทำด้วยฟิล์มภาพยนตร์ 16 มม. ซึ่งถ่ายกิจกรรมครอบครัวไว้เป็นที่ระลึก เป็นช่วงเวลาที่นายสุพจน์ได้พา นายพิทักษ์ ธวัชชัยนันท์ บุตรชายและหลานๆ รวมทั้งนายทักษิณ ไปเที่ยวทะเลหัวหินเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการบันทึกภาพการเล่นน้ำทะเลของสองครอบครัวเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่นายทักษิณ ได้มาที่กรุงเทพฯ และเห็นน้ำทะเล เมื่อวันที่ 23 เม.ย2503 โดยช่วงเวลานั้นนายสุพจน์ ทำธุรกิจเครื่องจักรการเกษตรนำเข้าจากเยอรมนี ทำให้ได้รู้จักและร่วมธุรกิจกับนายเลิศ บิดาของนายทักษิณ ซึ่งมีกิจการสวนลำไยที่จ.เชียงใหม่ ทั้ง 2 ครอบครัวไปมาหาสู่และสนิทสนมกัน โดยเมื่อปี 2542 นายพิทักษ์ ได้นำผลงานดังกล่าวของบิดา มอบให้หอภาพยนตร์อนุรักษ์
จากนั้นเวลา 12.25 น. นายกฯ พร้อมครอบครัวได้เดินทางกลับออกจากทำเนียบฯ
z-z1603487247937.jpg)