닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บ2รนีรน

“นภินทร​” เตรียมหอบหลักฐาน​ แจงกกต.ปมฮั้วเลือกสว.พรุ่งนี้​ ลั่น มั่นใจความบริสุทธิ์ มีพยานเอกชน-หลักฐานวิทยาศาสตร์ รับ จะไปถามข้อเท็จจริงบางอย่าง​ พร้อมเร่งดันกฎหมายสกัดบริษัทนอมินี อีก 2 เดือนชงเข้า ครม. ประสานสภาถก 3 วาระรวด เชื่อ ปราบได้หมดแน่ใน 6 เดือน ขณะที่ นายกฯ สั่ง “ก.เกษตรฯ​ -​ ศุลกากร” ตรวจสอบทุเรียนเวียดนามสวมสิทธิไทยส่งออกจีน





วันที่ 27 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อม​กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ไปชี้แจงคดีฮั้วเลือก สว. ว่า​ ในวันที่ 28 พ.ค. ตนจะเดินทางไปด้วยตัวเอง และพร้อมให้การอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรม โดยตนมีพยานบุคคล ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในภาคเอกชนจำนวนมาก ซึ่งพร้อมให้การยืนยันว่าข้อความที่ใส่ร้ายตนนั้นไม่เป็นความจริง รวมถึงจะมีพยานและหลักฐานในทางวิทยาศาสตร์ด้วย ฉะนั้น ตนจึงมั่นใจในข้อมูลและพยานหลักฐาน​ของตน ส่วนข้อกล่าวหาที่กกต.แจ้งนั้น​ เป็นข้อกล่าวหาในมาตรา 77 (1)​ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ย้ำว่าตนมีพยานหลักฐานพร้อม แต่จะไปขอทราบข้อเท็จจริงบางอย่าง และพร้อมที่จะให้การเป็นหนังสืออย่างละเอียดภายใน 4-5 วัน

นายนภินทร​ กล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน เพราะตนพยายามทำงานในฐานะรมช.พาณิชย์ และไม่กังวลอะไร​ ฉะนั้น อย่าคิดอะไรมาก ทุกอย่างจะเป็นไปตามพยานหลักฐาน และมั่นใจว่าหลักฐานที่มีอยู่จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่ได้อยู่ในกระบวนการฮั้วสว.​นายนภินทร​ กล่าวว่า​ ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้องในการฮั้วเลือกสว.ใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่โดนเรียกไปชี้แจงในครั้งนี้มองว่า เป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายนภินทร​ กล่าวว่า เรื่องที่นี้ควรให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์ เพราะสิ่งเหล่านี้มีโทษการตัดสินทางการเมือง และคดีอาญา ซึ่งขอให้ดูเรื่องของพยานหลักฐานเป็นหลัก อย่าวินิจฉัยด้วยกระแสหรือความรู้สึก


นายนภินทร​ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเรื่องบริษัทนอมินีในประเทศไทย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย โดยเรามีรายชื่อบริษัทที่มีบุคคลต่างด้าวถือหุ้น 6 ประเภท ประมาณ 4.6 หมื่นบริษัท และยังมีที่อยู่จัดตั้งบริษัทว่าอยู่ที่ไหน โดยประสานให้กระทรวงมหาดไทยส่งเรื่องมายังจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นประธานคณะทำงานลงไปตรวจสอบบริษัทเหล่านี้ว่า ได้กระทำธุรกรรม-ธุรกิจ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายบุคคลต่างด้าวหรือไม่ หรือทำธุรกิจต้องห้ามตามกฏหมายต่างด้าว ขณะนี้อยู่ระหว่างแต่ละจังหวัดตั้งคณะกรรมการลงไปตรวจสอบ โดยตนประสานกับพาณิชย์จังหวัดให้รายงานตนทุกๆ 3 เดือน ทั้งนี้ เชื่อว่าบริษัทเล็กๆ ตามจังหวัดต่างๆ มีอยู่ไม่มาก ภายใน 3 เดือน จะสามารถดำเนินการตรวจสอบได้แล้วเสร็จ ส่วนจังหวัดที่มีบริษัทลงทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจำนวนมาก อาจต้องใช้เวลาอีก 3 เดือน จึงจะตรวจสอบแล้วเสร็จ 

“หากพบบริษัทใดเกี่ยวข้องกับธุรกิจต้องห้ามของบุคคลต่างด้าว ก็ต้องลงไปตรวจสอบในทางลึก ว่าคนไทยที่ถือหุ้นมีการลงเงินจริงหรือไม่ หรือมีสถานะที่สามารถถือหุ้นได้หรือไม่ มีความเกี่ยวพันกับบุคคลต่างด้าวอย่างไร และมีการเข้าไปบริหารงานมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะสื่อให้เห็นว่าเป็นนอมินีหรือไม่ เพื่อให้สามารถดำเนินการตามกฏหมายต่อไป”

นายนภินทร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ากฎหมายไทยตามหลังพฤติกรรมของการค้าในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะถ้าเป็นธุรกิจของบริษัทที่ทำขึ้นโดยนอมินี กฎหมายไทยสามารถบังคับได้เพียงว่า ให้คนไทยที่เป็นนอมินีขายหุ้น ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งประสานงานกับ ปปง. ให้เพิ่มนอมินีเข้าไปในฐานความผิดของกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งหากมีเรื่องนอมินีเข้าไปอยู่ในกฎหมายฟอกเงิน จะสามารถตรวจยึดทรัพย์สินของบริษัทนั้นได้ โดยกฎหมายขณะนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่า ไม่เกิน 2 เดือนน่าจะเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และตนพยายามจะเสนอใน ครม. ว่าเมื่อกฎหมายเข้าสู่สภาให้ ครม.มีมติให้ใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อพิจารณา 3 วาระรวด และประสานงานกับฝั่งวุฒิสภาว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นกฎหมายเริ่งด่วน ควรที่จะพิจารณา 3 วาระรวด นอกจากนี้ จะประสานไปยังประธานวิปรัฐบาลเพื่อเร่งกฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาก่อนเชื่อว่า หากกฎหมายนี้ผ่านได้เร็ว บริษัทต่างด้าวคงไม่กล้าใช้นอมินีคนไทย และจะปฏิบัติตามกฏหมายไทย คาดว่า หากสิ่งเหล่านี้ดำเนินการแล้วเสร็จ ภายใน 6 เดือนบริษัทนอมินีน่าจะหมดไปจากประเทศไทย 


นายนภินทร กล่าวถึงกรณีที่มีการตรวจพบทุเรียนเวียดนามสวมสิทธิทุเรียนไทยเพื่อส่งออกจีน จะมีแนวทางการแก้ไขปัญหานี้อย่างไรว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมศุลกากรที่จะต้องตรวจสอบ โดย น.ส.แพทองธาร​ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้กำชับในเรื่องนี้ เพราะภาระหน้าที่นี้เป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมศุลกากรที่จะต้องมีการตรวจสอบการนำเข้าทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านที่นำเข้าสู่ประเทศไทยอย่างละเอียด