닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ6

“ทนายอาคม” หนักใจ หลัง "ทนายตั้ม" ดื้อดึง สู้คดีหัวชนฝา


วันที่ 22 พ.ย. 2567 ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายอาคม คงสวัสดิ์ ทนายความของ นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด หรือ เดือน ภรรยาของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม โดยภายหลังเข้าเยี่ยมทนายตั้มเสร็จ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า หลังจากการเข้าเยี่ยมทนายตั้มในวันนี้(22พ.ย.67) ทนายตั้ม ได้ยืนยันว่า นางปทิตตาไม่ทราบแหล่งที่มาของเงิน ทั้งนี้ตนเองรู้สึกหนักใจที่ทนายตั้มมีความดื้อดึงประสงค์ที่จะสู้คดี อาจจะยังไม่รู้สำนึก ตนเองก็ให้คำแนะนำไป ว่า “หากสู้หัวชนฝา ก็ไม่มีเหตุให้ลดบรรเทาโทษ และในฐานะที่ทนายตั้มเป็นผู้มีความรู้ทางด้านกฏหมาย หากกระทำความผิดเสียเอง โทษจะหนัก นอกจากนี้ผลของการกระทำของทนายตั้มก็จะเป็นผลกระทบกับคนรอบข้าง ที่จะเดือดร้อนอีกด้วย”

ส่วนเรื่องคดีความนางปทิตตา ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 ซึ่งใกล้กับช่วงที่ทนายตั้มรับโอนเงิน 71 ล้านบาท มีระยะเวลาห่างกัน ประมาณ 1 เดือน ดังนั้น สามารถบ่งชี้ได้ว่าเจตนาที่จะทำแพลตฟอร์มฉลากกินแบ่งรัฐบาลมีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งก็เป็นคำถาม ที่สังคมเคลือบแคลงสงสัย ขณะที่ทนายตั้ม ชี้แจงว่า ต้นทุนในการทำแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้ ใช้เงินไม่ถึง 70 ล้านบาท แม้ว่านางปทิตตาไม่มีชื่ออยู่ในการทำแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้ แต่ในทางทะเบียนนางปทิตตามีชื่อในผู้ถือหุ้นของบริษัทษิทราลอว์เฟิร์ม 45%

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะที่เคยเป็นเพื่อนกัน และเคยแตกคอกันไปแล้ว การกลับมาเจอกันครั้งแรก เป็นอย่างไรบ้าง ทนายอาคม บอกว่า “อย่าใช้คำว่าแตกคอ เพราะไม่ถึงขนาดขนาดนั้น เพียงแต่ว่าบางเรื่องไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ เราก็แยกทำงานกันดีกว่า ขณะเดียวกันในฐานะคนรู้จักกันเราเป็นพี่ที่โตกว่า ก็ทำได้เพียงให้สติ ทำอะไรลงไปต้องรู้ตัว เราเป็นผู้มีวิชาชีพ ทางกฎหมาย ควรจะใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศ”

ขณะเดียวกันตนเองได้แนะนำถึงเรื่องคลิป เจ๊อ้อย เพราะ เมื่อวาน (21พ.ย.67) เจ๊อ้อยได้พูดคุยกับคุณสนธิที่บ้านพระอาทิตย์ ฟังแล้วไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีของทนายตั้ม เพราะตามหลักของการฉ้อโกง โดยทุจริตหลอกลวง ปกปิดข้อความจริง อันควรบอกให้ทราบ ทนายตั้มไม่ได้มีพฤติกรรมไปเกี่ยวข้องกับประเด็นในส่วนของเงิน 39 ล้านบาท แต่ที่มีความเกี่ยวข้องคือการหลอกลวง  เพื่อให้ได้มาทรัพย์สินเพื่อตนเองหรือบุคคลที่สาม ดังนั้นคำว่าบุคคลที่สามก็จะไปแตะตัวทนายตั้ม 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากที่ทนายอาคมเข้าไปพูดคุยกับทนายตั้มเป็นประโยชน์ต่อ รูปคดีหรือไม่ ทนายอาคม ระบุว่า ถ้ามองในแง่ของนักกฎหมาย สามารถแบ่งได้สององค์ประกอบ คือ องค์ประกอบภายนอก และภายใน ให้ดูเจตนาว่ารู้หรือไม่รู้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำหรือพิสูจน์เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริง 

สำหรับทนายเกิดผลนั้น วันนี้(22พ.ย.67)ไม่ได้เข้าเยี่ยมทนายตั้มเป็นเพราะระเบียบของราชทัณฑ์ เพราะการจะเข้าไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ต้องได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นทนายความก่อน ยืนยันว่าทนายษิทราไม่ได้ปฏิเสธการเข้าเยี่ยมของทนายเกิดผล

นอกจากนี้ ทนายอาคมยังกล่าวถึง กรณีพินัยกรรมของเจ๊อ้อย โดยยอมรับว่ามีชื่อของทนายตั้มเป็นผู้จัดการมรดกจริงแต่จำไม่ได้ว่าเป็นฉบับที่หนึ่งหรือฉบับที่สอง เพราะมีการแก้ไขกันหลายครั้ง และอ้างว่าได้มีการทำลายทิ้งไปแล้ว

ส่วนกรณีเรื่องการติดตั้ง GPS ไว้ที่รถของเจ๊อ้อยนั้น ยืนยันว่าเป็น GPS ติดมากับรถ และทนายตั้มไม่ได้ล็อกอินเข้าไป หลังจากที่ได้มีการส่งมอบรถให้กับเจ๊อ้อยแล้ว และในโทรศัพท์ของทนายตั้มไม่มีแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ ระบุว่า ทนายตั้ม พาเจ๊อ้อยไปสถานที่อับสัญญาณ ยืนยันว่าไม่ได้ไป 

ทนายอาคม ยืนยันว่า จะไม่ทำคดีให้กับทนายตั้ม 100% แต่มองว่าภรรยาของทนายตั้มอาจมีความเกี่ยวข้องแค่ในชั้นสอบสวน เพราะต้องฟังมุมมองของ ทนายสายหยุดด้วย เพราะเขามีทีมในการดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีกำหนดยื่นประกันตัว ต้องรอให้การสอบสวนคดีมีความคืบหน้า