닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ5

“ทนายสายหยุด” จ่อเยี่ยม "ทนายตั้ม" พรุ่งนี้ เตรียมประกันตัวภรรยา ปัดตอบปมเงิน 39 ล้าน ขอไม่ก้าวล่วง เหตุยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา มองปม 71 ล้าน หากยืมก็ต้องทวง  


วันที่ 11 พ.ย. 2567 นายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ให้สัมภาษณ์หลังเข้าเยี่ยม นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยาของทนายตั้ม ว่า วันนี้ตนติดงานช่วงเช้า ได้เข้ามาเรือนจำช่วงบ่ายจึงตัดสินใจไปเยี่ยมนางปทิตตาก่อน เพราะทนายตั้มสั่งไว้ว่าหากจะประกันตัวหรือทำอะไรให้ไปที่ภรรยาเขาก่อน โดยใช้เวลาพูดคุยด้วยประมาณ 15 นาที ก็เป็นธรรมดาที่คนเคยอยู่ข้างนอกแล้วถูกคุมขังก็ต้องมีอาการเครียด วิตกกังวลและเป็นห่วงคนข้างนอก ซึ่งนางปทิตตาก็กังวลใจเรื่องลูก คิดถึงลูก มีการฝากข้อความถึงลูก และฝากบอกให้ญาติเข้ามาเยี่ยม รวมถึงได้ถามว่าเมื่อไหร่จะประกันตัวอีกครั้ง ซึ่งตนก็ยังตอบไม่ได้ต้องรอพ้นฝากขังผลัดแรก 12 วันไปก่อน แต่ตนจะเข้าเยีย่มทนายตั้ม ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้ 

สำหรับการปรับตัวนั้นตนก็ได้บอกนางปทิตตา ว่า ไม่ต้องกังวล ทำใจให้สบาย ต้องอยู่ให้ได้ เรื่องอะไรที่ไม่ดีจากภายนอกหากมีการถามมาตนก็จะไม่แจ้งให้ทราบ

เมื่อถามว่านางปทิตตา ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคดีหรือไม่ นายสายหยุด ระบุว่า นางปทิตตา ให้ข้อมูลอย่างเดียว คือ ตกลงแต่งงานกับทนายตั้ม ทุกอย่างต้องโอนเป็นชื่อเขา รู้แค่นี้ อย่างอื่นเขาไม่ทราบ ไม่รู้ว่าทนายตั้มไปทำอะไร อย่างไร ที่ไหน และรู้เพียงแต่ว่าทนายตั้มไปรับโอนที่ดิน โดยทนายตั้มเป็นคนซื้อแคชเชียร์เช็คไปในวันรับโอน

ส่วนที่หลายคนทองว่าผัวเมียอยู่ด้วยกะนจะไม่รู้ได้อย่่งไร นายสายหยุด ระบุว่า บางคนก็ปกปิด ไม่จำเป็นต้องบอกทุกอย่างว่าไปทำอะไรมา ทนายตั้มก็เป็นทนายดัง ทำงานมาการจะซื้อบ้านราคา 30 ล้านปลายๆ ก็พอเป็นไปได้ หากเขาไปทำคดีหรือได้เงินส่วนไหนมา หรือนางปทิตตา อาจจะรู้ตนก็ตอบแทนไม่ได้ 100%

สำหรับการประกันตัวนั้น นายสายหยุด เผยว่า จะเดินหน้าประกะนตัวนางปทิตตาก่อน ส่วนทนายตั้มนั้นจะอยู่ในเรือนจำจนกว่าจะพิจารณาคดี ซึ่งได้สั่งตนไว้ตั้งแต่วันแรกว่าไม่ต้องประกันตัว ให้ประกันภรรยาออกไปดูแลลูกก็พอ มองว่าตัวทนายตั้มอาจจะประกันตัวมายาก เพราะเขาเองก็เป็นทนายมา 20 ปี ก็น่าจะพอทราบดี ซึ่งการประกันตัวที่ผ่านมานั้นศาลได้รับคำร้องแต่ยกคำร้องไป ไม่อนุญาตให้ประกัน ส่วนการประกันตัวครั้งหน้านั้น ตนไม่อยากคาดเดา ซึ่งต้องดูองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เช่น การสอบสวน การรวบรวมของพนักงานสอบสวน และพยานหลักฐานที่ตนจะเอามาประกอบกับคำร้องว่านางปทิตตา น่าจะไม่ทราบว่าเงินที่เอามาซื้อได้จากการกระทำความผิด เพราะภาระการพิสูจน์อยู่ที่ฝ่ายผู้กล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าภรรยาทนายตั้มรู้หรือควรจะรู้ว่าเงินที่เอามาซื้อได้จากการกระทำความผิด

เมื่อถามถึงปมเงิน 39 ล้านบาทนั้น นายสายหยุด เผยว่า ตนไม่อยากก้าวล่วง ซึ่งคดีนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาทนายตั้ม และตนยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยหากมีการออกหมายจับทั้ง 2 คนในภายหลัง แล้วมีความเกี่ยวพันกับทนายตั้ม มองว่าตามหลักกฏหมายแล้ว คนที่ซักทอดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด ก็เป็นพยานที่ฟังได้ยากเหมือนกัน ซึ่งตนก็ยังไม่ได้ถามรายละเอียดเรื่องนี้กับลูกความเช่นกัน  ถ้าตนดูพยานหลักฐานของตำรวจ แล้วชัดเจนว่าลูกความตนกระทำความผิดจริง ตนไม่รับทำแน่นอน ถ้าตนดูแล้วอย่างที่เป็นข่าวว่ามีอันนั้นอันนี้มาแตะเชื่อมโยง ฟังดูว่าเขาผิดแล้วให้ตนไปสู้คดีตนคงไม่รับ เพราะทำคดีแพ้ตนไม่อยากทำ

ส่วนประเด็นเรื่องเงิน 71 ล้าน หรือ 2 ล้านยูโร ที่ก่อนหน้านี้ธงการต่อสู้คดีเปลี่ยนจากให้โดยเสน่หามา เป็นให้วนการลงทุนนั้น ทนายสายหยุด ระบุว่า เงิน 71 ล้าน ในคดีแพ่ง บอกไว้ว่า “ผู้ให้ให้ทรัพย์ ผู้รับรับทรัพย์” บอกไว้เพียงแค่นี้ แต่ต้องมาตีความว่า ที่ทนายตั้มบอกว่า ให้โดยเสน่หา นั้นมันเหมือนกับการไปขอเงินที่อ้อยมาทำธุรกิจเลี้ยงครอบครัว  ไปขอเขา 2 ล้านยูโร พี่อ้อยบอกว่า “ไม่มากนิ เดี๋ยวพี่ช่วย“ ทนายตั้มก็รับมา ซึ่งข้อเท็จจริง ตรงที่ว่า จะคืนเมื่อไหร่ คืนอย่างไร ตรงนั้นหายไป ทำให้ทนายตั้มเข้าใจว่าให้โดย เสน่หา  แต่ถ้าไม่ให้โดยเสน่หา ก็เทียบเคียงเป็นยืมหรือเปล่า นี่เป็นความคิดผม ส่วนที่ทนายตั้มไปพูดในรายการพี่หนุ่ม ซึ่งพี่หนุ่มไม่ใช่พนักงานสอบสวน นั้นไม่ใช่คำให้การ เขาพูดออกไปแบบนั้นผมก็ไม่รู้เขาคิดยังไง ซึ่งเงินที่ได้พี่อ้อย ทนายตั้มก็ทำคนเดียว ไม่ได้ชวนใครมาลงทุน หรือตอนได้เงินมาก็ไม่ได้พูดว่าจะให้ผลตอบแทนพี่อ้อยเท่าไหร่ หรือ มีลักษณะการชวนลงทุน ซึ่งมนคำให้การของทนายตั้ม ผมก็มองว่า เมื่อไม่ได้มีการพูดเรื่องชักชวนลงทุน มันเป็นการหลอกตรงไหน ผมก็บอกว่า ถ้ายืมก็ยืม มาทวงตามกฎหมาย มันมีข้อกฎหมายยึดทรัพย์ ไม่ใช่มารวมทุกอย่างแบบนี้แล้วเอาเขาเข้าคุก แบบนี้ไม่น่าจะถูก 

ทั้งนี้ นายสายหยุด ยังย้ำอีกว่า ทนายตั้มไปขอเงินพี่อ้อยมาลงทุน ไม่ได้มีคำว่า “ยืม” และที่ผ่านมา พี่อ้อยก็ไม่ได้ทวงถามอะไรเลย ตั้งแต่ที่ยืมมาเมื่อช่วง มกรา 2567 แต่เพิ่งจะมาทวงคืนเดือนกันยายนนี่เอง และตอนที่ไปขอเงินก็ไม่มีสัญญาอะไร และมองว่าหากบอกว่าทนายตั้มหลอกลวงเอาเงินมาลงทุน ทำไมถึงไม่มีการถามความคืบหน้า ผลตอบแทน หรืออะไรเลย ผมขอยืนยันว่า ไม่ใช่การร่วมลงทุน และเมื่อตอนที่พี่อ้อยมาทวง ทนายตั้มก็มาบอกกับผม ผมก็บอกว่า ก็รอไว้ละกัน เขามาฟ้องก็ไปไกล่เกลี้ยกัน 

ส่วนเงินที่กองปราบยึดมาได้ เป็นเงินสด 28 ล้าน และบ้านมูลค่า 43 ล้าน รวมกันแล้วได้ 71 ล้าน ประเด็นนี้ตรงกับเงินที่ทนายตั้มไปขอพี่อ้อยมาใช่หรือไม่ ประเด็นนี้ ผมยังไม่ได้ถาม แต่ที่ทราบ แคชเชียร์เช็ก 2 ใบ 9 ล้านและ 29 ล้าน รวมกัน 38 เกือบ 39 ล้าน ส่วนเงินสดในบัญขีที่อายัดไปผมไม่ทราบ ผมถือว่าเป็นมาตรการยึดทรัพย์ของ ปปง. ถ้าเราสู้คดีหลักได้ เขาก็คืนให้

โดยหลังจากที่ทนายสายหยุด ให้สัมภาษณ์เสร็จ ก็ได้เจอกับทนายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของบอสพอล ที่ออกมาจากเรือนจำหลังดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหา18 บอส ดิไอคอนเสร็จสิ้น ที่มารอให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ทนายสายหยุด ได้เดินเข้าไปจับแขนให้กำลังใจด้วยท่าทีเป็นกันเอง และทนายสายหยุด บอกกับทนายวิฑูรย์ ว่า ถ้าทนายตั้มเขา “เจอกับบอสดิไอคอน ก็ฝากฝั่งบอสให้ดูแลพี่ตั้ม ก็ให้ปรับทุกข์กันนะ ข้างนอกก็ลืมซะ”