닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopy20

“ทนายนรเศรษฐ์” ยันคำสั่งให้ออกแบบ-ใช้บัตรเลือกตั้ง 69 ของ กกต. เป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งขอคุ้มครองชั่วคราวระงับการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ย้ำเป็นไปตามแนวคำพิพากษาปี 2549 


วันที่ 16 ก.พ. 69 ที่ ศาลปกครอง นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า สาเหตุที่ทำคดีดังกล่าวมาฟ้องกับศาลปกครองกลางนั้น ประเด็นแรกคือเรื่องของบัตรเลือกตั้ง โดย กกต. จะต้องมีคำสั่งในการออกแบบ พิมพ์ และให้ใช้บัตรเลือกตั้งในแต่ละครั้ง โดยอาศัยอำนาจตามระเบียบ กกต. ปี 2566 เช่นนี้ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง โดนยึดบรรทัดฐานตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549

"คำสั่ง กกต.ที่ให้ออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือ QR code ที่สามารถสืบย้อนหลังไปถึงต้นขั้วและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง อันจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่ออันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง หากศาลตัดสินให้คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนำบัตรเลือกตั้งภายใต้คำสั่งที่ไม่ชอบกฎหมายดังกล่าวไปใช้เลือกตั้ง ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยผลที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ศาลอาจจะสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยห้ามใช้บัตรเลือกตั้งเดิมที่ออกโดยคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถสืบย้อนถึงต้นขั้วและผู้กาบัตรได้ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง" นายนรเศรษฐ์ กล่าว 

นายนรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า ศาลปกครองกลางมีอำนาจไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริง โดยคาดว่าศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงว่า บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ แบบใดที่สามารถสืบไปถึงตัวต้นขั้วได้บ้าง หากศาลเห็นว่าควรไต่สวนเพิ่มเติม ทางเราก็เตรียมพยานบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญด้านไอทีมาเตรียมให้การในชั้นศาล แต่ถ้าศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอตามที่มีการยื่น ศาลก็อาจจะจะมีคำสั่งได้หลังจากนี้

"ศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549 วินิจฉัยไว้ว่า หากการออกคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น สามารถคาดเดาได้โดยง่ายว่า ผู้นั้นได้ทำเครื่องหมายกากบาทเลือกผู้ใด ย่อมทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นความลับ เช่นเดียวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่วินิจฉัยว่าอย่างชัดแจ้งว่า เพียงแค่อยู่ในวิสัยที่สามารถล่วงรู้ได้ถึงการลงคะแนนเสียงได้นั้น ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า คำวินิจฉัยทั้ง 2 ศาลเมื่อปี 2549 วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่จำเป็นพี่ต้องปรากฏในข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลใดได้รู้หรือไม่รู้ถึงการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพียงแค่วิสัยที่คาดเดาได้ว่าอาจจะล่วงรู้ถึงการลงคะแนนเสียง ก็ย่อมทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งที่เป็นความลับ และทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ" นายนรเศรษฐ์ กล่าว

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เรียก “แสวง” แจงปมกกต.แจ้งดำเนินคดีประชาชนร้องนับคะแนนใหม่ เขต1 ชลบุรี 17ก.พ.นี้  ซัดระบบบาร์โค้ดบัตรลงคะแนน พังระบบเลือกตั้งไม่เป็นความลับ 

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการพัฒนาการรเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา  โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่หลายฝ่ายกังวลอาจทำให้การออกเสียงไม่เป็นความลับว่า กรณีที่คะแนนเลือกตั้งย้อนรู้ได้ว่าใครเลือกใคร ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยลับอีกต่อไป  ขอบคุณนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ตั้งคำถามเรื่องระเบียบการเก็บบัตรของกกต. ตอนแรกกกต.บอกว่า แยกเก็บบัตรกับต้นขั้วจึงปลอดภัย แต่ระเบียบกลับระบุว่า สุดท้ายต้องนำมารวมไว้ในหีบบัตรเดียวกัน คำถามคือ ความลับอยู่ตรงไหน การเลือกตั้งโดยลับไม่ได้จบแค่ตอนเข้าคูหา แต่ต้องหมายถึง ไม่มีใครตรวจสอบย้อนหลังได้ด้วย เพราะทันทีที่รู้ได้ว่าใครเลือกอะไร การซื้อเสียง การกดดัน และการควบคุมประชาชนจะเกิดขึ้นทันที พอการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนไม่ใช่ความลับ เท่ากับการเลือกตั้งครั้งนี้พังเรียบร้อย 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 17ก.พ. เวลา10.00น. จะมีการประชุมกมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา มีวาระสำคัญคือการพิจารณากรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินคดีกับประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่1 จ.ชลบุรี  เชิญนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ผอ.เลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ หัวหน้าฝ่ายคดีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และผู้ได้รับผลกระทบ เข้าชี้แจง