“ทนายตั้ม” ยันเงิน 71 ล้าน "เจ๊อ้อย" ให้โดยเสน่หา
โพสต์เมื่อ : 5 ธ.ค 2567 เวลา 2:3 น.
“ทนายตั้ม” ยันเงิน 71 ล้านให้โดยเสน่หา เผย ดาราจีนที่ "เจ๊อ้อย" โอน 39 ล้าน เป็นมิจฉาชีพ
วันที่ 5 พ.ย. 2567 ที่ กองปราบ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ทนายความชื่อดัง เดินทางมาที่กองปราบ เพื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเฝ้าที่หน้าบ้านของตนทำให้เกิดความไม่สบายใจ จึงรอตำรวจเรียกแต่ก็ไม่เรียกสักทีทั้งที่ตัวเองก็อยู่บ้านทุกวัน
ที่ตนยังไม่มา เพราะอยากให้ นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย เศรษฐินี ให้การให้เต็มที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยทำหนังสือมาแล้ว ให้สอบผู้กล่าวหาโดยแยกกัน ไม่อยากให้มีทนายความด้วย อยากให้กองปราบดำเนินการเต็มที่ ถ้ารีบมาเดี๋ยวตำรวจมีเวลาทำคดีน้อย แต่วันนี้ไปหาตนถึงบ้าน ก็คงอยากคุย ก็เลยเข้ามา
นายษิทรา กล่าวถึงกรณีเงิน 71 ล้านที่มีคดีความกับเจ๊อ้อยว่า ยืนยันคำเดิมจนถึงตอนนี้ตำรวจกองปราบน่าจะพอรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งเรื่องรถ เรื่องเงิน 9 ล้าน จะเป็นฉ้อโกงได้อย่างไร ซึ่งเจ๊อ้อยได้ให้ตนเองทำทุกโครงการและส่งมอบงานให้ครบทุกอย่าง ส่วนเรื่องราคารถสามารถไปสืบค้นได้ ราคาตลาด 9 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่มี ซึ่งรถราคาจริงคือ 11 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้เอกสารจดทะเบียนเป็นชื่อของเจ๊อ้อย ไม่ใช่ชื่อไฟแนนซ์ ตนเองเป็นคนรักรถ จะให้จีนเทาเช่าคงเป็นไปไม่ได้ รวมถึงตนเองไม่ได้เดือดร้อนถึงขั้นต้องเอาไปให้จีนเทาเช่า
ส่วนกรณีที่เจ๊อ้อยออกมาบอกว่ารถมีการใช้ไปกว่า 10,000 กิโลเมตรในสองเดือนนั้น ทนายตั้มยืนยันว่าไม่ถึงเพราะอย่างต่ำประมาณ 2000 - 3000 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นระยะทางที่รับเจ๊อ้อยจากสนามบินไปปากช่องหรือตนก็นำไปใช้บ้างเพราะเจ๊อ้อยอนุญาตแล้ว
ส่วนเงิน 39 ล้านบาทนั้น ทนายตั้มเผยว่าจากกระแสข่าวที่ได้ออกไปข้อมูลตรงกันข้ามกับความเป็นจริงทุกอย่าง อย่างไรก็ตามตนเองจะไม่พูดให้เจ๊อ้อยเสียหาย ซึ่งเจ๊อ้อยคุยกับสแกมเมอร์ที่ปลอมเป็นดาราจีนมาเป็นปี โดยเจ๊อ้อยต้องการให้ดาราจีนคนดังกล่าวมาประเทศไทย เลยให้ตนเองโอนเงินให้ 5 ล้านบาท แต่ทางนั้นบอกให้โอนเป็นบิตคอยน์ ซึ่งตนเองไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ จึงให้คนชื่อนุโอนให้ และเมื่อโอนไปครั้งแรกดาราจีนยังไม่มา โดยจะให้โอนครั้งที่ 2 ตนเองจึงสงสัยว่าดาราจีนคนนั้นเป็นสแกมเมอร์หรือไม่ ภายหลังให้คนชื่อนุโอนอีกรอบ ก็ไม่ยอมมา ตนเองจึงเริ่มสืบชัดเจนว่าดาราจีนที่คุยกับเจ๊อ้อย เป็นสแกมเมอร์จริงๆ แต่ทางด้านเจ๊อ้อยยังไม่เชื่อจะให้โอนเงินอีก 5 ล้าน โดยเจ๊อ้อยพูดว่า “มันเป็นเงินของพี่ พี่จะให้ใครก็ได้” ตนจึงไม่อยากพูดใรเรื่องนี้อีก
ทนายตั้ม ยังกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นเจ๊อ้อยมีโอกาสได้คุยกันเองกับนายนุ จึงไหว้วานให้นายนุโอนหลายครั้ง แล้วตอนหลังบัญชีนายนุถูกระงับหรือแฮกไม่แน่ใจ ตนเองจึงบอกให้เจ๊อ้อยไปแจ้งความแต่เจ๊อ้อยสงสารคนชื่อนุ อาจไปจัดการเคลียร์ให้ ไม่แน่ใจในรายละเอียดเพราะตอนหลังตนเองไม่ได้ยุ่งในเรื่องนี้แล้ว เจ๊อ้อยถึงพูดว่าไม่ได้แจ้งความเรื่องนี้
ส่วนเรื่องให้โดยสเน่หานั้น ทนายตั้มยืนยันว่า เป็นการให้โดยสเน่หา ซึ่งเป็นภาษากฎหมายที่หมายถึงการ ให้โดยไม่มีข้อผูกมัดเท่านั้น ไม่ใด้ให้โดยความรักใคร่
z-z1603487247937.jpg)