닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

มูลนิธิผสมผสานวัฒนธรรมจัดเสวนาคดีตากใบก่อนหมดอายุความ มองญาติผู้ตายไม่ได้คงามเป็นธรรม ด้านทนายเผย พรรคเพื่อไทยควรขอโทษจากใจจริงหลังแถลง พล.อ.พิศาล ออกจากพรรคหน้าชื่น ญาติผู้สูญเสียมองแม้ คดีความหมดอายุแต่ความเจ็บปวดยังไม่จางหาย

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2567 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นำโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “คดีอาญาตากใบขาดอายุความ : ความรับผิดชอบใคร จะดำเนินคดีต่อได้หรือไม่?“ 

ทางด้านทนายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ทนายความในคดีตากใบ จากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เผยว่า คดีตากใบถือเป็นสัญลักษณ์ความไม่เป็นธรรมชายแดนใต้ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีปัญหาความไม่เป็นธรรมในพื้นที่ และขณะนี้ยังมีสถานการณ์อยู่ แต่เรื่องการแก้กฎหมาย มองคือกลไกกระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถอำนวยความเป็นธรรมในพื้นที่ได้ เช่น การไต่สวนการตาย ไม่ใช่การปกป้องเจ้าหน้าที่ แต่ต้องนำไปสู่การกระทำความผิด รวมถึงคดีอื่น ๆ ด้วย และมีหลายครั้งที่คนกระทำความผิดลอยนวล 

ทนายอับดุลกอฮาร์ กล่าวอีกว่า การไต่สวนการตาย ต้องส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน และจะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์การตายที่เกิดขึ้น มีการกระทำความผิดอาญาหรือไม่ ถ้ามีต้องเดินหน้าหาตัวผู้กระทำความผิด และแจ้งข้อกล่าวหา แต่คดีที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ มีกรอบการไต่สวนการตาย เบื้องต้นว่าตายยังไง ใครทำให้ตาย ต้องรับผิดชอบหรือไม่ แต่พนักงานสอบสวนต้องดูเบื้องต้นว่าจะทำอย่างไรต่อ โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า คดีตากใบไม่เป็นผลต่อความผิดในคดีอาญา โดยส่งต่อไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเห็นตามพนักงานสอบสวน ดังนั้น ไม่ใช่พนักงานสั่งไม่ฟ้อง กฎหมายบอกว่าการดำเนินการทั้งหมดไม่ตัดสิทธิ์ญาติผู้ตายที่จะดำเนินคดีด้วยตัวเอง ซึ่งญาติของผู้ตายรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีใครรับผิดชอบ และเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเป็นกระแส ทุกปีที่ครบรอบเหตุการณ์ตากใบ จะมีคนไปละหมาดให้คนตาย ภาคประชาสังคมแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ให้รัฐเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ไม่มีความคืบหน้าทางคดี จนเมื่อปี 2566 ได้รวมกลุ่มกันไปฟ้อง และปัญหาในพื้นที่ยังอยู่ จึงต้องดูว่ากลไกต่อไปจะทำอย่างไรให้การไต่สวนกันตายสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้

“ปัญหาในพื้นที่มีเยอะ แต่ความยุติธรรมคือปัญหาหลัก และสะท้อนออกมาในกระบวนการยุติธรรมที่ยังมีอยู่ในตอนนี้” ทนายอับดุลกอฮาร์ กล่าว

ด้านมูฮัมมัดสาวาวี อูเซ็ง น้องชายผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจใช้เวลาในการสะท้อนหาความยุติธรรมให้คนที่เสียชีวิตไป 85 ศพ เป็นประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของญาติผู้เสียชีวิต รอความยุติธรรมกว่า 20 ปี คนเสียชีวิตไม่ได้เสียจากการขาดหายใจ แต่คดีดังกล่าวบอกญาติผู้เสียชีวิตว่าขาดอากาศหายใจ ซึ่งใครเป็นผู้กระทำ เจ้าหน้าที่รัฐเองเป็นผู้กำกับดูแลการสลายการชุมนุมในวันนั้น และตนรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดมาเมื่อวาน 

ซึ่ง คนไปประท้วงเพื่อต้องการความยุติธรรม แต่กลับทำกับคนที่ไปชุมนุมเหมือนไม่ใช่คน ยิ่งอายุความจะหมดแล้ว เหมือนรัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาเหมือนยื้ออายุความให้หมดไป โดยไม่มีใครมารับผิดชอบ และคนในพื้นที่ต้องยู่กับความเจ็บปวดตลอดไปหรือไม่ 

มูฮัมมัดสาวาวี ระบุว่า แม้กฎหมายไทยจะมีหมดอายุความ แต่ญาติผู้เสียชีวิตไม่มีอายุความ และยิ่งคดีจะหมดอายุความ เขายิ่งเจ็บปวด เพราะคดีนี้เขาเป็นโจทก์ฟ้องเอง เพราะให้ฝ่ายรัฐบาลดำเนินการ สำนวนคดีก็หาย สาเหตุก็ไม่มีผู้กระทำความผิด กรรมาธิการมในสภา เรียกหน่วยงานต่าง ๆ มาชี้แจง ก็เหมือนโยนไปมา ปัดความรับผิดชอบ และบอกว่าสำนวนคดีหาย แต่เมื่อญาติผู้เสียชีวิตไปฟ้องเอง กลับมีสำนวนคดีใหม่

”เหมือนไม่มีความจริงใจแก้ปัญหา และจะให้ประชาชนศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร ความเจ็บปวด เราได้แค่สะท้อนกันเอง ขอพรให้มีความสงบสุขภาพ ไม่อยากให้เกิดเรื่องเหล่านี้ เหตุการณ์เหล่านี้กับคนอื่น ๆ“ มูฮัมมัดสาวาวี กล่าว

มูฮัมมัดสาวาวี กล่าวอีกว่า ผู้ใหญ่ในพื้นที่บอกไม่รู้ไม่เห็น ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้โง่  1-2 วันที่ผ่านมา รัฐบาลเพื่อไทยออกแถลงการณ์โชว์หน้าตาแจ่มใส ประชาชนไม่เชื่อหรอกว่าพลเอกพิศาล ยื่นลาออกจากพรรคเพื่อไทยเอง และศาลรับฟ้องไปแล้ว ยังจับจำเลยไม่ได้ แล้วจะให้เราสู้ในกระบวนการไหน ในเมื่อโจทก์ได้รับความเจ็บปวด ไม่มีอำนาจมาต่อสู้กับรัฐบาล แล้วเราจะขอความยุติธรรมได้จากไหน อายุความเหลือแค่ 5 วัน เราขอแค่ความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิต

“อยากให้รัฐบาลเพื่อไทยยออกมาขอโทษจากใจจริงในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการกำกับของรัฐบาล แม้จะอ้างว่าหน่วยงานไหนรับผิดชอบ แต่ก็เป็นรัฐบาล และในสมัยนั้นก็เป็นรัฐบาล ทักษิณ โดยตอนนั้นนายทักษิณ ชินวัตร เคยขอโทษ แต่ประชาจนไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนพูดไปอย่างนั้น และสันติภาพในชายแดนใต้ ก็จะเกิดไม่ได้ เพราะประชาชนยังเกลียดรัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐ และแม้กฎหมายจะหมดอายุความ แต่สำหรับประชาชนต้องอยู่กับความเจ็บปวดไปตลอดชั่วชีวิต”  มูฮัมมัดสาวาวี กล่าว

มูฮัมมัดสาวาวี กล่าวอีกว่า คนที่ไม่ถูกกระทำเขาไม่รู้สึกหรอก ตนเองเห็นหน้าพี่ชายตนเองตอนไปรับศพ แทบจำหน้าไม่ได้ ไปเอาศพมาก็เหมือนท่อนไม้ที่โดนเผา บวม เหม็น และแทบทุกศพโดยเฉพาะในหมู่บ้านของตนเอง คอหักหมดเลย ทำไมกระทำกับเราเหมือนเราไม่ใช่คน หรือทำแล้ว จ่ายก็จบ เราต้องการความยุติธรรม ต้องการผู้กระทำความผิดมาลงโทษ