“ณัฐพงษ์” ขอนายกฯ จริงจัง ปราบแก๊งค์เซ็นเตอร์ เหมือนสั่งย้าย ขรก.
โพสต์เมื่อ : 15 ต.ค 2568 เวลา 7:52 น.
“ณัฐพงษ์” ขอนายกฯ จริงจัง ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เหมือนสั่งย้าย ขรก. จี้เร่งสอบปม รองนายกฯเอี่ยวขบวนการ ยิ่งนิ่งนอนใจ ยิ่งเหมือนใส่เกียร์ว่าง ชี้เป็นนายกฯ ที่มีความรับผิดชอบเรื่องชายแดนน้อยเกินไป เพราะมีอะไรก็โยนให้ฝ่ายความมั่นคง
วันที่ 15 ต.ค. 68 ที่รัฐสภา นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน เรียกร้องหานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงกรณีที่ ขอร้องกันจอมพลังให้ช่วยแก้ไขเรื่องนี้ มีกลไกอย่างไร ว่า ปัญหาคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาที่นานาชาติให้ความสำคัญซึ่งที่ตนได้ทราบข่าวมามีหลายประเทศที่ดำเนินการอย่างจริงจังในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ที่อยู่ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านตนคิดว่าเราต้องเป็นประเทศที่ถือบทบาทหลักในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ซึ่งกระทบต่อประชาชนทางโลก และนายกรัฐมนตรีควรจะมีการดเทคแอ็คชั่นอย่างจริงจัง เมื่อเราติดตามข่าวจะพบว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการต่างๆนั้นดำเนินการอย่างรวดเร็วและคิดว่าประชาชนก็อยากจะเห็นการดำเนินการปราบปรามเครือข่ายต่างๆอย่างเข้มข้น ซึ่งตนเข้าใจว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาหากใช้วิธีแบบรัฐต่อรัฐนั้นก็มีกระบวนการทวิภาคีอยู่แล้ว แต่ในเรื่องปัญหาที่ผู้นำประเทศอาจมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาตินั้นเรื่องนี้แยกเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งเรามีกลไกดำเนินการอยู่คือการใช้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC ) ที่รัฐบาลไทยสามารถดำเนินการได้เลย
เมื่อถามถึงกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะมาร่วมด้วยนั้นประเทศไทยควรจะให้ความร่วมมืออย่างไรเพื่อให้การแก้แก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเหมาะสม นายณัฐพงศ์ กล่าวว่าเราอาจจะต้องแยกเป็นเรื่อง กลไกชายแดนก็ต้องเป็นกลไกอย่างเป็นทางการโดยใช้การเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ ส่วนในประเด็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจมีส่วนพัวพันหรือไม่กับผู้มีอิทธิพลหรือเครือข่ายทางการเมืองในกัมพูชานั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้อย่างเข้มแข็ง จริงจังและรวดเร็ว
เมื่อถามถึงจะใช้เวลานานหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีก็มีการจัดการไปแล้วก่อนหน้านี้ นายณัฐพงศ์ กล่าวว่าการอภิปรายของนายรังสิมันต์ในสภาก็ชี้ให้เห็นว่าคนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็อาจเกี่ยวข้องกับรองนายกรัฐมนตรีซึ่ง อยู่ในคณะรัฐมนตรีด้วยยิ่งนายกรัฐมนตรีช้า ก็อาจเป็นการแสดงออกให้สังคมเห็นว่าตัวนายกรัฐมนตรีใส่เกียร์ว่างไม่จัดการคนของตนเอง ที่อาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งค์อาชญากรรมข้ามชาติยิ่งดำเนินการเรื่องนี้ได้เร็วที่สุดก็ยิ่งเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสและความไม่ได้เกี่ยวข้องของรัฐบาลเอง
เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีช้านั้น จะถูกตั้งคำถามว่า พรรคประชาชนเป็นคนโหวตนายกรัฐมนตรีมาแก้ปัญหา นายณัฐพงศ์กล่าวว่า ตนใช้กลไกในสภาไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการหรือการตั้งกระทู้ถาม ซึ่งตนได้ตอบไปหลายครั้งว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นว่าปล่อยไปไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศโดยที่ไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้อีกถึงตอนนั้นเราก็จะมีอาวุธที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลานั้น
ส่วนจะมองว่าประชาชนมีส่วนสร้างความเสียหายหรือไม่นั้นตนมองว่าต้องพยามหาจุดสมดุลให้มาบาลานซ์กันหากติดตามการอภิปรายเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในสองวันนี้เราทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษเปรียบเสมือนอากาศ หากเราอยู่ในประเทศที่อากาศไม่สะอาดก็ไม่มีวันที่คนไทยจะสุขภาพดีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นการที่เราอยากมีปากท้องที่ดีก็ต้องเริ่มมาจากการมีรัฐธรรมนูญที่ดีก่อนเป็นเสมือนการมีอากาศที่สะอาด เรื่องนี้ต้นจะอยากให้ทุกคนติดตามการทำงานของพรรคประชาชนและพยามรักษาสมดุลระหว่างการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับเรื่องอื่นๆ
เมื่อถามถึงเรื่องรัฐธรรมนูญกับเรื่องความเสียหาย กับคอลเซ็นเตอร์ ก็เทียบกันไม่ได้อันนี้ถือว่าเป็นความเสียหายของประเทศหรือไม่ นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า คอลเซ็นเตอร์เป็นเครือข่ายที่เกิดขึ้นมายาวนานและอย่างที่ได้บอกว่าเป็นเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงเพียงแต่เราก็ต้องดูว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดนี้นี้อย่างไรซึ่งนายรังสิมันต์ก็ได้ชี้ว่ามีความเกี่ยวข้องและนายกรัฐมนตรีก็ควรใช้อำนาจที่มีในการแก้ไขถ้าชะลอหรือล่าช้าก็เป็นสิ่งที่เราต้องยกระดับในการตรวจสอบการใช้อำนาจ ในฐานะฝ่ายค้าน
เมื่อถามถึงกรณีที่หลายคนบอกว่าศรัทธาของฝ่ายค้านยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์นั้น นายณัฐพงศ์กล่าวว่าในเรื่องการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือชายแดนไทยกัมพูชานั้นตนมีความเห็นว่านายกรัฐมนตรีอาจจะยังลงไปแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำสูงสุดน้อยเกินไปถ้าเราสังเกตการติดตามการให้ข่าวนายกมีอะไรก็จะโยนให้หน่วยงานความมั่นคงรวมถึงคลิปกรณีเปิดคลิปเสียงบริเวณแนวชายแดนนั้นนายกรัฐมนตรีก็ยังโยนให้ความมั่นคงตนจึงอยากจะจี้ไปถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุดในฝ่ายบริหารไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ส่วนในฐานะที่เป็นพรรคที่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้หากให้คะแนนนั้นเต็ม 10 ให้เท่าไหร่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าการโหวตตาม เอ็มโอเอเราประเมินในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความเสียหายของประเทศตนคงไม่อยากให้คะแนนเพราะการโหวตมานั้นก็ไม่ได้เลือกมาบริหารประเทศแต่เลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ การที่จะให้คะแนนนายกฯเท่าไหร่นั้นตนอยากให้ประชาชนตัดสิน ในวันยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่
ส่วนที่บอกว่าจะยกระดับนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่แล้วจะได้อะไรมากกว่านี้ เพียงแค่พูดตามหลักการไม่ได้ตั้งใจขู่หากจะยื่นเมื่อไหร่ก็จะยื่นเลยนายกรัฐมนตรีก็อาจจะยุบสภาก่อนเพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราจึงติดตามอยู่เรื่อยเรื่อยและหากมีการยื่นก็จะส่งตรงถึงประธานสภาโดยตรง
z-z1603487247937.jpg)