닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ

“กาย ณัฐชา” จวกนายกฯ แรง “ปลาหมอคางดำ” ทำเกษตรกรเลี้ยงปลาเจ็บปวด หวั่นคนไทยไม่ได้กินปลาตามแหล่งน้ำ


เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 68 ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นางโดยนายณัฐชา กล่าวว่า นางสาวแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีGenY ที่ขึ้นมาบริหารงานกว่า 194 วันโดยรับตำแหน่งต่อจากนาย เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคลียร์ทางสะดวกรับมือรับหน้าในช่วงวิกฤติสุดสุดในช่วงของการจัดตั้งรัฐบาลไว้ให้แล้ว แล้วส่งต่อให้ท่านได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีใน“ตระกูลชินวัตรอีกหนึ่งท่าน” แต่ตนมองเป็น 194 วันที่พี่น้องประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานและลำบากยากเย็นมีกินไม่มีใช้ไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีไม่เหมือนคำโฆษณาชวนเชื่อหาเสียงเลือกตั้ง ยุคแพทองธาร เคยโปรยคำโฆษณาชวนเชื่อไว้กับประชาชนอย่างสวยหรูแต่สุดท้ายเมื่อได้ขึ้นมาบริหารงานก็กลับล้มไม่เป็นท่า

 

การที่ตน อภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ต้องกล่าวว่าข้อกล่าวหาคือการขาดวุฒิภาวะขาดความเป็นผู้นำขาดความรู้ความสามารถขาดเจตจำนงในการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชนส่งผลให้ทำลายภาพลักษณ์ความน่าเชื่อมั่นของประเทศ จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่มีเจตนาบริหารบ้านเมืองทั้งทำบ้านเมืองผิดพลาดทั้งในด้านเศรษฐกิจ /คุณภาพชีวิต/ สิ่งแวดล้อม /มีการจงใจเอื้อผลประโยชน์ให้กับตนเองพวกพ้องและกลุ่มทุน

 

คำเก่าโบราณเขา บอกว่า“ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ”มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ในยุคสมัยนี้ที่ผ่านมาแต่ละครั้งแต่ละคนบริหารผิดทิศผิดทางทำประเทศไทยกลายเป็น“ในนามีสารเคมีส่วนในน้ำมีหายนะครั้งยิ่งใหญ่” ที่กำลังถูกทำลายเกินกินทุกสิ่งมีชีวิตรู้แหล่งน้ำของประเทศไทยด้วยการระบาดของ”ปลาหมอคางดำ“ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมทางยิ่งใหญ่ที่สุด ตั้งแต่เคยมีประเทศไทยมาว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกว่า 520,000 รายกินพื้นที่กว่า 76 อำเภออยู่ในพื้นที่ 19 จังหวัดทั่วประเทศกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก เลวร้ายถึงขนาดที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงที่มีกว่า 17,915 แห่งทั่วประเทศไทยขณะนี้กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงและมันคือความเสียหายความสูญเสียอาชีพสูญเสียอาชีพและความมั่นคงในชีวิต ไม่เห็นอนาคตของพี่น้องประชาชนชาวไทยว่าจะประทังชีวิตต่ออย่างไร

 

บางคนมีที่ดินส่วนตัวก็ต่างขายเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายเพื่อประทังชีวิตส่วนใครที่เช่าเขาเป็นรายปีหรือรายเดือนก็หมดสิ้นซึ่งหนทางว่าจะเลี้ยงสัตว์น้ำอะไร แล้วไปต่อไม่ได้เพราะรัฐนี้เมืองนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลยนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น //สิ่งที่เกิดเหล่านี้เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ตัวเลขที่มันความเสียหายขณะนี้ประเมินมูลค่าความเสียหายกว่า 26,432 ล้านบาทต่อปีจะบอกว่าไม่เยอะอีกหรือ แล้วมันคือความเจ็บปวดเนื่องจากเป็นตัวทำเศรษฐกิจพัง

 

แล้วต่อจากนี้ก็อาจจะไม่ได้กินปลาในแหล่งน้ำที่ควรให้กิน เช่น ปลาทูแม่กองแต่อาจจะได้กินปลาจากในห้างบอกมีเขียนยี่ห้อไว้ และอาจเป็นปลาจากต่างประเทศ ซึ่งตนยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้พอถามต่อว่าหน่วยงานภาครัฐปล่อยให้แหล่งน้ำทุกสายมีแต่ปลาหมอคางดำ

 

แล้วเรื่องนี้เป็นปัญหาที่คาราคาซังและเจ็บปวดความเงียบของรัฐบาลนั้นนิ่งนอนใจปล่อยให้พี่น้องประชาชนต้องสู้กับทุกวิกฤตแต่เพียงลำพัง ตนคิดว่าสิ่งที่ตนพูดมาในสังคมได้เริ่มรับรู้แล้วแต่ยังมีการตั้งคำถามว่าในการที่หน่วยงานภาครัฐนั่งทำกันไปแต่ละวันถูกที่ถูกทางแล้วหรือไม่แต่ต้นบอกว่าจะไม่ถูกทางเลยถ้าไม่เริ่มที่จะติด กระดุมให้ถูกเม็ดเสียก่อน

 

นอกจากนี้ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำหาปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติไปขายเลี้ยงปลาในกระชังก็ไม่สามารถดำเนินการได้สุดท้ายก็สิ้นเนื้อบรรดาตัวไม่มีรายได้บางคนก็เปลี่ยนอาชีพแต่ เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยเอกชนหลายเรื่องหลายน้อยทำ“เรือน้ำตาลล่ม”และบริเวณนั้นทำให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมล้มหายตายจากไป จากโจทค์ที่1 กรมควบคุมมลพิษ //โจทค์ที่2 กรมประมง//โจทค์ที่3 สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม //โจทค์ที่4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา//โจทค์ที่5 องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา//โจทค์ที่6 องค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง ซึ่งทั้งหกหน่วยงานนี้รวมตัวกันไปฟ้องบริษัทที่ทำเรือน้ำตาลล้ม โดยเรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าทำปลาตายค่า ตรวจสุขภาพน้ำ

 

เชื่อหรือไม่ว่าเค้าออกมาปกป้องโดยใช้คนของกฎหมายประสิทธิภาพของกฎหมายในการเขียนขึ้นมาเพื่อปกป้องพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประสิทธิภาพถึงขั้นเรียกร้อง ค่าเสียหายได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ค่าเอาปลาตายไปฝังค่าปล่อยปลาทดแทนค่าน้ำมันรถ ค่าเบี้ยเลี้ยงของคณะทำงานที่เข้ามาแก้ไขปัญหาแม้แต่ค่าน้ำแข็ง 12,000 บาทก็เรียกเก็บ โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว และนี่เป็นสิ่งที่รัฐต้องทำเพื่อปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนศาลฎีกามีคำพิพากษาบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเหตุที่เกิดจากอุบัติเหตุก็จริงแต่พวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมความเสียหายได้จึงต้องชดใช้ความเสียหายทั้งหมด ถึงขณะนี้ผ่านมา 20 ปีแล้วบริษัทที่อยู่ในคำฟ้องยังต้องปล่อยปลาในหลายหลายชนิดเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติเพราะเคยมีหน่วยงานไปตรวจ ว่าก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุเรือน้ำตาลล่มมีปลาหลากหลายชนิดและคำพิพากษาเขียนเอาไว้ว่าต้องคืนความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำตรงนั้นก็ต้องคืนให้สมบูรณ์เท่าเดิม นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ของข้อกฎหมายของสำนักปลัด กระทรวงซับพยากรณ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นั่งบัลลังก์ต้องฟังเอาไว้ให้ดี นี่คือสิ่งที่ฉันต้องทำและต้องช่วยชาวบ้านไม่ใช่ปล่อยประละเลยให้มันมาถึงทุกวันนี้ และเรื่องนี้ผ่านมาแล้วทั้ง 2นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และพวกท่านได้มีการหยิบเป็น นโยบายแห่งชาติ มีการตั้งงบประมาณ 450,000,000 บาทและสุดท้ายก็เป็นเพียงแค่การวางกรอบวงเงินเท่านั้นให้กรม ประมงไปหาเงินเอง เป็นเพียงตัวเลขหลอกซื้อใจชาวบ้านเท่านั้นและได้ยินข่าวแว่วแว่วว่าจะมีการอนุมัติอีก 98 ล้านบาท เปรียบเสมือนซื้อยาพารารักษามะเร็งที่ตนกล่าวมาทั้งหมดนั้นมันมีความเสียหายและผลกระทบเยอะมากมายสิ่งนี้มันไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เพราะฉะนั้นหากยังติดกระดุมไม่ถูกแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดก็จะไม่มีวันหาทางออกในเรื่องนี้ได้เลย

 

แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจาก 450,000,000 บาทคือมาตรการลมๆแล้งๆ ตั้งเป้าหมาย เอาปลาหมอคางดำ ออกจากรางน้ำ และเป็นเพียงแค่โครงการพีอาร์ของบริษัทประชาชนจับปลาตรงนั้นจับปลาตรงนี้แต่สุดท้ายก็ไม่มีแผนอะไรเลย ตนจึงอยากจะรู้ว่าคนคิดมาตรการเค้ารู้หรือเปล่าว่าบ่อปลากระพงที่ท่านจะไปปล่อยปลาหมอคางดำ กัดกินไปแล้ว ลุกลามไปยังบ่อพันธุ์ปลานักล่า แม้จะมีการแปรรูปแต่ทั้งหมดทั้งมวลได้แต่คำโฆษณาชวนเชื่อเพราะทั้งหมดทั้งมวลนั้นไม่สามารถทำทานตามกับอัตราการเกิดของปลาหมอคางดำได้ มาตรการต่อมาก็คือการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดและมาตรการที่ห้าคือการสร้างการตระหนักรู้ให้กับเกษตรกรและตอนนี้ตนคิดว่าชาวบ้านเค้ารู้มากกว่าคนที่สร้างมาตรการอีก ส่วนมาตรการข้อที่หกให้วิจัยหาแนวทางการแก้ไขข้อที่เจ็ดบอกว่าให้ฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีสวยหรูแต่จับต้องไม่ได้

 

จึงอยากให้ย้อนไปดูกับเหตุการณ์ที่คล้ายคล้ายๆกันว่ามันต้องเริ่มมาจากความกล้าหาญของรัฐบาลในการหาตัวผู้กระทำความผิดในลำดับแรกและนำเงินทั้งหมดมาชดเชยเยียวยาให้กับพี่น้องเกษตรกรนำมาใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จึงมองว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่หากไม่ตั้งใจในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก็อยากให้ไปดูรายงานของกรรมาธิการ อว เคยทำในสภาแห่งนี้แล้วเคยเสนอไปแล้วผ่านเสียงของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลก็มองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่สุดท้ายฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำได้เพียงเท่านี้ในการส่งรายงานไป แต่ในรัฐมนตรีที่ชื่อ น.ส.แพทองธาร เพื่อบรรจุในการประชุมครม.ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเสียใจ

 

ช่วงท้ายการอภิปรายนายณัฐชากล่าวว่า อยากให้มาช่วยกันหันมามองปัญหานี้ช่วยมาดูแลปัญหานี้และจงจำไว้เสมอว่าจงใช้อำนาจในวันนี้ที่ท่านได้มาจากพี่น้องประชาชนท่านไม่ได้มาจากกลุ่มทุนกลุ่มไหน เพราะฉะนั้นอย่ากลัวว่ากลุ่มทุนจะไม่ชวนกินข้าวด้วยแต่จงกลัวว่าพี่น้องประชาชนจะไม่ยกมือสนับสนุนท่านในวันที่ท่านหมดอำนาจและวันนี้ได้โปรดช่วยกันลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเพื่อหันกลับไปมองพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ได้อย่างเต็มภาคภูมิแสดงเจตจำนงที่เราไม่ให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่หน้าไหนมากัดกินกอบโกยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่เป็นสมบัติรุ่นสู่รุ่น ถึงแม้ว่า จะเป็นความลำบากในการตัดสินใจแต่หากทุกท่านในที่นี้กล้าที่จะลงคะแนนไม่ไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรีอย่างเด็ดเดี่ยว กล้าที่จะใช้อำนาจอย่างเต็มที่ที่ได้มาจากประชาชน กล้าที่จะต่อกรจากกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาสิงรัฐบาลอยู่ กล้าที่จะต่อสู้กับผู้ควบคุมดูแลรัฐบาลนี้ที่คอยชักใยโยงใยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือชื่อที่เลือกอย่างไม่เป็นทางการว่า ”สทร.“