“ชูศักดิ์” แจงปมข้อกังขา เหตุใดไม่ดันยกร่าง รธน.ฉบับใหม่เป็นวาระเร่งด่วน
“ชูศักดิ์” แจงปมข้อกังขา เหตุใดไม่ดันยกร่าง รธน.ฉบับใหม่เป็นวาระเร่งด่วน เห็นพ้องแก้รายมาตรา ควบคู่ยกร่างทั้งฉบับ ย้ำหลายมาตรามีปัญหา ยกกรณีใช้สา.แค่ 1เสียง ล้มนายกฯ ยุติธรรมหรือไม่ ยืน แม้รัฐบาลไม่ยกเป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ต้องทำให้เร็วที่สุด
เมื่อเวลา 18.13 น. วันที่ 12 ก.ย. 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมในวาระการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ว่าที่มีการถามใน 2 เรื่องสำคัญว่า 1. ทำไมไม่เร่งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นนโยบายเร่งด่วน 2. ความไม่ชัดเจนของนโยบายว่าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แบบไหน อย่างไร และที่น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เปรียบเทียบการแถลงนโยบายของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร และรัฐบาลอื่นๆ โดยระบุว่า มีรายละเอียดกำหนดเรื่องจำนวนเงิน วัน เวลา สถานที่ ว่าจะทำอะไร เมื่อไหร่ ขอชี้แจงว่า ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 75 และ 76 ระบุว่า ต้องระบุให้ชัดเจนว่า จะทำอะไร อย่างไร เมื่อไหร่ แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ.2560 บทบัญญัติดังกล่าวได้ยกเลิกไปแล้ว มีเพียงระบุว่า การจัดทำนโยบายของรัฐบาลต้องแถลงแหล่งที่มาของเงินรายได้ว่า เอามาจากไหน และเอากรอบยุทธศาสตร์ชาติมากำหนด
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมไม่กำหนดให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นนโยบายเร่งด่วน ขอชี้แจง ว่า ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีการวิจารณ์กันว่า นโยบายยืดเยื้อไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร จะทำอย่างไร โดยเขียนว่า “จะแก้ปัญหาความเห็นต่าง ในเรื่องรัฐธรรมนูญเพื่อให้คนไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยยึดรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติ” แต่มาถึงรัฐบาลน.ส.แพรทองธาร เขียนไว้สั้นๆ ว่า ”จะเร่งรัดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการประชาธิปไตย“ จริงอยู่ว่า ไม่ได้เป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ตนพอใจ ว่า 1. มีการเร่งรัด 2. มีการระบุว่า ”โดยเร็วที่สุด“ อย่างไรก็ตาม นโนบายของรัฐบาลทั้ง 2 จะเห็นว่า สมัยนายเศรษฐา ยังไม่แน่ใจว่า ท้ายที่สุดจะตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขึ้นมาได้โดยวิธีการใด เพราะขณะนั้นมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2564 ชี้ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องถามประชาชนด้วยว่า จะจัดทำฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าจัดทำ ก็ต้องถามประชาชนอีกครั้งว่า จะเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลนายเศรษฐาเห็นว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่า ท้ายสุดจะจัดทำอย่างไร โดยเฉพาะมีการเถียงกันมากว่าจะทำประชามติกี่ครั้ง ตนจึงได้สอบถามประธานรัฐสภา โดยเสนอเป็นร่างเข้ามา ฝ่ายกฎหมายสภาบอกเป็นการทำฉบับใหม่ ดังนั้นตนจึงถามศาลรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่า ยังไม่มีข้อขัดแย้ง ไม่รับวินิจฉัย ดังนั้นนายเศรษฐา จึงใช้ความรอบคอบ โดยตั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธานกรรมการศึกษา และจนตอนนี้ได้ข้อสรุปว่า 1. ทำประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1ถามว่า สมควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ 2 ให้ถามหลังการแก้มาตรา 256 มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แล้ว และ ครั้งที่ 3 ให้ถามประชาชนว่าจะเห็นชอบกับรัฐธรรมนญฉบับใหม่หรือไม่
“ดังนั้นโดยเหตุนี้ รัฐบาลเลยเขียนไว้สั้นๆ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไปอย่างไร ซึ่งก็เราคิดว่า จะเดินตามนี้ แต่จะเดินตามนี้ได้ รัฐสภาต้องทำความเข้าใจร่วมกัน และร่วมกันผลักดัน นอกจากนี้ยังต้องแก้ไจให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเราทราบดีว่า ที่มาที่ไปของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ส่วนตัวดูแล้วว่า มีบทบัญญัติหลายมตราที่เป็นปัญหา สามารถตีความเกินเลยไปจากปกติที่ควรรจะเป็น ที่เห็นชัด เช่น มาตรา 160 (4) (5) คำว่า มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ถามว่า วิญญูชนจะรู้ว่า อะไรคือประจักษ์ หรือคือการไม่เคยทำผิดมาเลย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรืออะไรคือพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนประมวลจรยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเราทราบดีว่า ท้ายสุดจะเอาตั้งแต่อายุเท่าไหร่ก็ไม่ได้กำหนด จะเอาตั้งแต่แรกเกิด หรือ 7 ขวบ แค่เตะฟุตบอลโกงเขา เป็นต้น ก็ไม่มีข้อจำกัด” นายชูศักดิ์ กล่าว
นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สา.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เคยมาคุยกับเรา กับเลขาธิการพรรค และประธานวิปรัฐบาลว่า ระหว่างรอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะแก้ไขรายมาตรา บางประเด็นที่คิดว่า มีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินไม่ให้เกิดปัญหาการตีความล้นเกิน ซึ่งเราเห็นด้วยว่า ควรทำ แต่ที่ดีที่สุดคือ ให้สส. จากหลายพรรคการเมืองช่วยกันทำ ซึ่งพรรคประชาชน ก็เสนอร่างมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เสนอบรรจุ ส่วนเราก็ยกร่างมาพอสมควรว่า ควรแก้อะไรบ้าง
เช่น การวินิจฉัยให้คนใดคนหนึ่งออกจากตำแหน่งไม่ว่าจะเป็น สส., สว. หรือรัฐมนตรี การใช้เสียงข้างมากเท่านั้นจะถือว่า ยุติธรรมหรือไม่ เช่น 1 เสียงก็สามารถเอานายกฯ ออกจากตำแหน่งได้ ในอดีตก็เคยมีเสียงเอกฉันท์ หรืออย่างน้อยเสียง 2 ใน 3 หรือ 4 ใน 5 ดังนั้นเห็นด้วยว่า แก้รัฐธรรมนูญรายประเด็นพร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับควบคู่กันไป จะทำให้บ้านเมืองเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยสรุปเรามีเจตนาแน่วแน่ว่า จะเร่งรัดจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราทราบดีว่าต้องแก้กฎหมายประชามติซึ่งผ่านสภาฯ แล้ว อยู่ที่วุฒิสภา หลังเสร็จก็ประกาศใช้ หลังมีกฎหมายประชามติ ก็จะเริ่มถามประชาชนว่า สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เป็นการเริ่มนับหนึ่ง รัฐธรรมนูญประชาชนตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศ ดังนั้นเรายินดีเร่งรัด จัดทำ ให้ได้รัฐธรรมนูญบับใหม่ให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
z-z1603487247937.jpg)