“ชุติพงศ์” ถาม “อนุทิน” เกรงใจใคร ปมปราบสแกมเมอร์
โพสต์เมื่อ : 16 ต.ค 2568 เวลา 7:49 น.
“ชุติพงศ์” ถาม “อนุทิน” เกรงใจใคร ปมปราบสแกมเมอร์ เตือนหากรัฐบาลยังนิ่ง เสี่ยงกระทบความเชื่อมั่นนานาชาติ
วันที่ 16 ต.ค. 68 ที่รัฐสภา นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมาธิการฯ เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ของรัฐบาล โดยตั้งคำถามถึงท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่ายังไม่แสดงความชัดเจน โดยเฉพาะกรณีในการตรวจสอบร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายต่างชาติอย่างเบน สมิธ หรือไม่ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกหมายหัวจากหลายประเทศในข้อหาอาชญากรรมไซเบอร์และเว็บพนันข้ามชาติ
นายชุติพงศ์ เผยว่า ตลอดระยะเวลาที่นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ทั้งที่เป็นปัญหาที่กระทบต่อคนไทยโดยตรง และแม้ล่าสุดจะมีการตั้งซุปเปอร์บอร์ดเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
นายชุติพงศ์ ตั้งคำถามว่า หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น ศูนย์ปฏิบัติการร่วม (AOC), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ปปง. หรือหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเชิงรุกแล้วหรือไม่ ทั้งในเรื่องการสืบหาข้อเท็จจริง การตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนการอายัดทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกต่างประเทศดำเนินคดี เช่น เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาท์เบอร์เกอร์ ซึ่งตนเองได้รายงานว่าเดินทางกลับมาอยู่ในประเทศไทยแล้ว ซึ่งนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด ควรแสดงให้เห็นถึงความจริงจังและความโปร่งใสในการจัดการปัญหานี้ มิใช่เพียงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อซื้อเวลา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยต่อกรณีที่นานาชาติกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ไทยอาจถูกตั้งคำถามในระดับโลกว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาหรือไม่
นายชุติพงศ์ ย้ำว่า ประเทศที่อยู่ติดชายแดนอย่างไทย ควรมีบทบาทนำในการผลักดันความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวง ค้ามนุษย์ หรือถูกบังคับให้ทำงานในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ โดยมองว่ารัฐบาลเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่แสดงเจตจำนงชัดเจนในการเร่งช่วยเหลือประชาชนของตนออกจากกัมพูชา
นายชุติพงศ์ ยังระบุว่า หากนายกรัฐมนตรีต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ทางคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประสานขอข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาล จึงตั้งข้อสังเกตว่า นายอนุทินอาจเกรงใจใครบางคน หรือมีความกังวลบางอย่างหรือไม่ที่ทำให้ไม่กล้าเดินหน้าอย่างเด็ดขาด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากนึกย้อนไปก่อนที่จะมีการลงนามข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย กับการคาดหวังในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ทั้ง ทางพรรคประชาชนเสียดายหรือไม่ หากมองความคืบหน้าในการแก้ปัญหาของรัฐบาลวันนี้ นายชุติพงศ์ ชี้แจงว่า พรรคประชาชนตัดสินใจด้วยความจำเป็นทางการเมือง หลังรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้ไม่สามารถเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคได้เอง ทั้งที่เป็นพรรคเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะนั้นประเทศเผชิญวิกฤตศรัทธาในรัฐบาล นำมาซึ่งการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยมีเพียงสองทางเลือกคือ นายชัยเกษม นิติสิริ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล
โดยพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเพราะต้องการ ทางออกให้ประเทศ โดยคาดหวังเพียงให้รัฐบาลรักษาสัญญาตามบันทึกความเข้าใจ คือ การยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน และการผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายในระยะเวลา 4 เดือน ไม่ได้หวังให้แก้ปัญหาทั้งหมดของประเทศ แต่เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งแล้ว นายอนุทินกลับไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ที่เป็นรูปธรรมในเรื่องสำคัญอย่างการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ได้
นายชุติพงศ์ เผยว่า การที่นายกรัฐมนตรีประกาศในวันแถลงนโยบายว่าจะเป็นรัฐบาลที่พูดแล้วทำแต่กลับไม่ตอบคำถามต่อข้อสงสัยที่สังคมตั้งไว้ อาจกลายเป็นผลงานที่สะท้อนความล้มเหลว เมื่อถึงช่วงเลือกตั้งในอนาคต และจะเป็นตัวชี้วัดว่าไทยพลาดโอกาสสำคัญที่จะสร้างความร่วมมือกับนานาชาติในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่
นอกจากนี้ นายชุติพงศ์ ยังเปิดเผยว่า กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐเตรียมเชิญ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า มาชี้แจงเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และเว็บพนัน พร้อมให้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับ “เบน สมิธ” หรือไม่ เพราะหากทั้งร้อยเอกธรรมนัสและนายอนุทินยังคงหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือไม่มีความชัดเจนใด ๆ ต่อสาธารณะ จะยิ่งเพิ่มความสงสัยของประชาชนว่า รัฐบาลอาจกำลังปกป้องบุคคลบางกลุ่มที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังเครือข่ายเหล่านี้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อทั้งรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในที่สุด พร้อมย้ำว่า นี่คือโอกาสทองของนายกรัฐมนตรีที่จะพิสูจน์ความจริงใจ และยืนยันให้ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา
z-z1603487247937.jpg)