닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บ2uiuyi

“จิราพร”เผยปมถอนใบอนุญาตดิไอคอน ส่งถามกฤษฎีกา เพื่อความรัดกุม เป็นธรรมทุกฝ่าย ส่วนกรณี“เทวดา สคบ.”ขยายเวลาสอบอีก 30 วัน หลังสืบพบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ยืนยันทำเต็มที่ 



เมื่อเวลา 10.25 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวจิราพร​ สินธุ​ไพร​ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการถอนใบอนุญาตบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป​ จำกัด​ ว่า​ หลังมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)และสคบ.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ​ได้แสวงหาต้องถอนใบอนุญาตหรือไม่ โดยพบว่าบริษัทได้มีการจดทะเบียนบริษัทแบบตรงกับสคบ.​แต่ไม่ได้จดทะเบียนขายตรง แต่ที่ทุกคนทราบการจะเพิกถอนใบอนุญาตต้องรัดกุม ต้องดูข้อกฎหมาย รวมถึงต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายสคบ. ได้มีมติเมื่อวันที่ 25 ต.ค.ให้มีการหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎี เพื่อจะให้เกิดความรัดกุม เมื่อมีการแจ้งเข้าหาเพิ่มเติมเรื่องแชร์ลูกโซ่ ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีการหารือวันที่ 20 พ.ย. เวลา 16.00​น.

น.ส.จิราพร กล่าวว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการสคบ.ในวันที่ 20 พ.ย.จะมีการหารือประเด็นดังกล่าวด้วย รวมถึงหาแนวทางป้องกันการทำผิดกฎหมายในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ส่วนแนวโน้มความเป็นไปได้ถอนใบอนุญาตดิไอคอนต้องให้กฤษฎีกาพิจารณาก่อน เมื่อมีผลออกมาจะต้องนำมาประกอบการพิจารณาต่อไป รวมถึงได้ส่งความเห็นสคบ.ไปยังกฤษฎีกาด้วย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากต้องการให้เกียรติกฤษฎีกาพิจารณาเรื่องนี้ยืนยันเรื่องนี้ตนได้สั่งการให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว​ แต่ต้องดูถึงตัวบทกฎหมาย​ด้วย​ เพราะต้องรัดกุม​ และตั้งแต่มีเรื่อง​ตน​ไม่ได้ล่าช้า​ ทำงานอย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า เหตุผลที่ถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเพราะกลัวทนายของบอสพอลฟ้องกลับในมาตรา​ 157  ใช่หรือไม่ น.ส.จิราพร​  ตอบว่า ใช่​ ถึงแม้จะไม่มีใครขู่ฟ้อง แต่ขั้นตอนของกฎหมายมีอยู่ สคบ.ก็เป็นหน่วยงานของราชการทำอะไรไปก็พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และรอบคอบรัดกุม

น.ส.จิราพร กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนได้สั่งการไปยังสคบ. เข้าไปทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(​ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างการโอนคดี รวมถึงให้สคบ.ทำงานร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง​(สสค.)ในการเป็นพยานและให้ข้อมูลแชร์ลูกโซ่ จนเป็นที่มาในการตั้งข้อหาเพิ่มเติม โดยดีเอสไอได้มีการแจ้งข้อหาไปเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานร่วมกัน

น.ส.จิราพร​ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าหลังตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสคบ.เกี่ยวกับธุรกิจออนไลน์ ว่า คณะกรรมการชุดนี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.โดยมีระยะเวลาสอบสวน 30 วัน และได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 2 คณะ คณะแรกตรวจสอบกรณีคลิปเสียง ส่วนอีกคณะดูข้อจำกัดทางกฎหมาย และดูการทำงานสคบ.มีอะไรที่ต้องปรับปรุงทั้ง 2 คณะทำงานอย่างเต็มที่ และได้กำหนดตัวบุคคล เพื่อที่จะเรียกเข้ามาสอบเป็นพยานหลายคน ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาอีก 30 วัน จึงได้นำเรื่องเสนอไปที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรอนายประเสริฐ ลงนามคำสั่ง ซึ่งจากมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตลอดเวลา อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายจึงมีความจำเป็นจะต้องขยายระยะเวลา ส่วนกรณีคลิปเสียงนักร้องสาวที่พาดพิงถึงตนเองและบิดาเรื่องนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล