닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopyุึุึ

“คมสัน” ห่วงคุมขังนอกเรือนจำเลือกปฏิบัติ ชี้กรณี 'ทักษิณ' อาจสร้างความไม่เท่าเทียม แนะควรคุมขังใน “ค่ายทหาร”



วันที่ 18 ก.ย.68 อาจารย์คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าว The Room44 ถึงประเด็น การคุมขังนอกเรือนจำ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในสังคม โดยเฉพาะในกรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าเงื่อนไขในการควบคุมตัวนอกเรือนจำด้วย

อาจารย์คมสัน ระบุว่า ตามกฎหมายของไทย การคุมขังนอกเรือนจำถือเป็นการควบคุมตัวใน “สถานที่คุมขัง” ที่อยู่นอกเหนือจากพื้นที่ของเรือนจำตามปกติ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขและดุลยพินิจของกรมราชทัณฑ์ แต่ที่ผ่านมา แม้จะมีผู้ต้องขังจำนวนไม่น้อยที่เข้าเงื่อนไขในการรับการควบคุมนอกเรือนจำ กรมราชทัณฑ์ก็ยังไม่เคยมีแนวโน้มชัดเจนในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างทั่วถึง

“กรณีของคุณทักษิณ ทำให้ประเด็นการคุมขังนอกเรือนจำถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง ซึ่งในมุมมองของผม ถือว่าเป็น ‘การเลือกปฏิบัติ’ เพราะแม้จะมีคนอื่นที่เข้าข่ายเงื่อนไขเช่นกัน แต่กลับไม่เคยได้รับโอกาสแบบเดียวกัน” อาจารย์คมสันกล่าว
ข้อเสนอเพื่อความโปร่งใสในการคุมขังนอกเรือนจำ

เมื่อถามถึงแนวทางในการสร้างความมั่นใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการคุมขังนอกเรือนจำ อาจารย์คมสัน เสนอว่า จำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและโปร่งใส ทั้งในด้านการตรวจสอบ การบันทึกข้อมูล และการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ โดยควรมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด การควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในสถานที่ที่ใช้คุมขัง และควรเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนสามารถติดตามตรวจสอบได้

หากมีการคุมขังคุณทักษิณที่ ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’ จริง ก็ควรมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประจำการอยู่ในสถานที่นั้น และต้องมีมาตรการควบคุมที่เทียบเท่ากับเรือนจำ เช่น ระบบกล้องวงจรปิด และการบันทึกข้อมูลตามกฎหมาย อาจารย์คมสันเสนอ พร้อมระบุว่า หากเปิดทางให้มีการคุมขังนอกเรือนจำในลักษณะนี้ ควรขยายสิทธิ์ให้ผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ที่มีเงื่อนไขเหมาะสมสามารถเข้าถึงสิทธิ์ดังกล่าวได้ด้วยอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่สงวนไว้ให้เฉพาะบุคคลบางกลุ่ม

"ต่อให้บ้านจันทร์ส่องหล้ามีอุปกรณ์ครบถ้วน ก็ต้องเปิดกว้างให้ผู้ต้องขังรายอื่นที่เข้าเงื่อนไขสามารถถูกคุมขังในสถานที่นั้นได้เช่นกัน หรือไม่ก็ต้องกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมและเหมาะสมกับทุกกรณี ไม่ใช่เฉพาะกรณีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง" อาจารย์คมสัน กล่าวเพิ่มเติม

อาจารย์คมสัน ยอมรับว่า แม้ตนจะไม่ทราบรายละเอียดเชิงลึกของระบบการคุมขังนอกเรือนจำในต่างประเทศอย่างชัดเจน แต่ในหลายประเทศที่มีการพัฒนาระบบยุติธรรมไปไกล มักมีนโยบายลดจำนวนผู้ต้องขัง และใช้มาตรการคุมขังนอกเรือนจำมากขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดความแออัดภายในเรือนจำ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ

ในต่างประเทศบางแห่ง เรือนจำกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพราะไม่มีผู้ต้องขังแล้วด้วยซ้ำ แต่ในประเทศไทย การใช้เหตุผลเรื่องความแออัดของเรือนจำมาอ้างเพื่อคุมขังบุคคลสำคัญนอกเรือนจำ อาจทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า การเลือกปฏิบัตินั้นมีอยู่จริงหรือไม่

ในกรณีของนายทักษิณ แม้อาจารย์คมสันจะไม่ฟันธงว่า หากจะมีการคุมขังนอกเรือนจำจริง ๆ นายทักษิณจะถูกคุมขังที่ใด แต่คาดว่าการคุมขังที่บ้านจันทร์ส่องหล้าซึ่งมีความเป็นไปได้สูง และอาจส่งผลให้เกิดการเรียกร้องจากสาธารณชนตามมา หากไม่มีความชัดเจนในการกำหนดหลักเกณฑ์อย่างเท่าเทียม

อาจารย์คมสัน เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาวว่า หากจะมีการคุมขังนอกเรือนจำ ควรระบุชัดเจนว่าเป็น “สถานที่ราชการที่มีรั้วรอบขอบชิดเท่านั้น” โดยยกตัวอย่างว่า ค่ายทหาร ก็สามารถปรับใช้เป็นพื้นที่ควบคุมตัวได้ เนื่องจากมีโครงสร้างที่เหมาะสม ทั้งด้านการควบคุม ความปลอดภัย และทรัพยากรบุคคล

“หากต้องการให้เกิดความโปร่งใส การคุมขังนอกเรือนจำควรอยู่ในหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่บ้านส่วนตัว เพราะจะทำให้เกิดความคลางแคลงใจในหมู่ประชาชนว่ากฎหมายมีไว้เพื่อคนบางกลุ่มหรือไม่” อาจารย์คมสันกล่าว พร้อมเสนอให้สถานที่เหล่านั้นมีมาตรการที่เข้มงวด ทั้งการฝึกอาชีพ การมีระเบียบวินัย และระบบควบคุมที่ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์

อาจารย์คมสัน ทิ้งท้ายว่า “ผู้ที่ได้รับโอกาสในการคุมขังนอกเรือนจำ ควรได้รับการปฏิบัติภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี หรือประชาชนทั่วไป มิฉะนั้นจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างถาวร”