“คมสัน” ชี้ คดีทักษิณไม่จบแค่จำคุก อาจเจอคดีงอก-เจ้าหน้าที่รัฐโดนด้วย
โพสต์เมื่อ : 9 ก.ย 2568 เวลา 9:45 น.
“คมสัน” ชี้ คดีทักษิณไม่จบแค่จำคุก อาจเจอคดีงอก-เจ้าหน้าที่รัฐโดนด้วย เผย บารมี “ทักษิณ” ลดฮวบ กระทบเสถียรภาพเพื่อไทย
วันที่ 9 ก.ย.68 นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว The Room 44 กรณีศาลมีคำพิพากษาจำคุก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 1 ปี ว่า คดีนี้มีนัยยะสำคัญทางกฎหมาย และเป็นไปได้ว่าจะมีคดีอื่น "งอก" ตามมา โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหลบหนีจากการควบคุมของเรือนจำ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190
นายคมสัน ระบุว่า การที่นายทักษิณเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจโดยมิชอบ อาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 5 ซึ่งระบุว่า หากไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการหลบหนีจากการควบคุมตัว ทั้งนี้อาจมีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์จำนวนหนึ่ง เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ซึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนในชั้นศาลต่อไป
“ความผิดในลักษณะนี้ หากมีผู้กระทำตั้งแต่สามคนขึ้นไป อาจส่งผลให้โทษรุนแรงขึ้น และนายทักษิณจะถูกดำเนินคดีในฐานะผู้กระทำผิดเฉพาะตัวแน่นอน” นายคมสัน กล่าว
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอาจต้องเผชิญข้อกล่าวหาตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น การจัดทำเอกสารเท็จเพื่อช่วยให้ผู้ต้องขังหลีกเลี่ยงการรับโทษ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และในกรณีนี้ นายทักษิณอาจมีความผิดในฐานะผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการกระทำผิดเช่นกัน เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่วมในการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง
นายคมสัน ยังกล่าวถึงประเด็นการพักโทษโดยมิชอบ ซึ่งอาจถูกพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย หากมีการนำชื่อสถาบันมาอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตน ทั้งนี้ การสืบพยานในกรณีดังกล่าวไม่ยาก เพราะเป็นประเด็นข้อกฎหมายชัดเจน และหากมีคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่องตามมา นายทักษิณจะเผชิญปัญหาในทางคดีอาญาอย่างหนัก
ในด้านการเมือง นายคมสัน ให้ความเห็นว่า บารมีทางการเมืองของนายทักษิณลดลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากกรณีการเดินทางออกนอกประเทศเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้กักตัวนายทักษิณไว้นานกว่า 2 ชั่วโมง เป็นภาพสะท้อนถึงการลดลงของอิทธิพลทางการเมืองที่เคยมีในอดีต
นายคมสัน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ถูกคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ชี้ว่าอำนาจต่อรองและบารมีของนายทักษิณในแวดวงการเมืองได้ลดลง จนอาจไม่สามารถเจรจาหรือทำข้อตกลงกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้อีกในระยะนี้
เมื่อถามถึงอนาคตของพรรคเพื่อไทย นายคมสันมองว่า พรรคอยู่ในสภาวะที่อาจเกิดความแตกแยกได้ เพราะหากเกิดการยุบสภา คะแนนนิยมของพรรคอาจลดลง และส่งผลให้ผู้สมัคร สส. หลายคนเลือกหันไปสังกัดพรรคอื่นที่มีโอกาสทางการเมืองมากกว่า
“ในระยะยาว พรรคเพื่อไทยอาจสูญเสียความนิยมอย่างหนัก และอาจกลายเป็นพรรคการเมืองที่มีบทบาทลดลงจนกลายเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ก็สูญเสียความน่าเชื่อถือไปเลย” นายคมสัน กล่าว
ในประเด็นที่ว่าศาลได้ใช้ดุลพินิจอย่างเข้มงวดในคดีนี้ ถือเป็น "บรรทัดฐานใหม่" ในการบังคับใช้กฎหมายกับนักการเมืองหรือไม่ นายคมสัน กล่าวว่า "จริง ๆ แล้ว ควรเป็นเช่นนี้มานานแล้ว" เพราะในอดีตการบังคับใช้กฎหมายกับนักการเมืองยังมีความคลุมเครือ และทำให้สาธารณชนเกิดความสงสัยในอำนาจของฝ่ายตุลาการ
ศาลควรมีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาโทษ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารหรือกรมราชทัณฑ์เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะนั่นเท่ากับเป็นการบิดเบือนคำพิพากษา และบั่นทอนหลักนิติธรรม นายคมสันกล่าว พร้อมระบุว่า คดีนี้ถือเป็นกรณีแรกที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องโทษจำคุกจริง และอาจเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญในอนาคต
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่นายทักษิณจะใช้ช่องทางขอพระราชทานอภัยโทษอีกครั้ง นายคมสันมองว่า ถึงแม้นายทักษิณอาจพยายามอีก แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจ และในกรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องหรือมีรัฐบาลใหม่เข้ามาตรวจสอบ อาจนำไปสู่การเพิกถอนคำอภัยโทษเดิม และทำให้โทษเดิมของนายทักษิณกลับมาเป็น 8 ปีตามเดิม
นอกจากนี้ ยังอาจมีการตรวจสอบในกรณีที่นายทักษิณยื่นขออภัยโทษให้ผู้อื่น ซึ่งหากมีการนำชื่อของสถาบันมาอ้างโดยมิชอบ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 เช่นกัน
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีการปิดปรับปรุงเรือนจำในช่วงวันที่ 8-9 กันยายน เพื่อเตรียมรับบุคคลสำคัญ นายคมสัน กล่าวว่า "ไม่สามารถยืนยันได้" ว่าเป็นการเตรียมการพิเศษหรือไม่ เพราะโครงการลักษณะนี้อาจมีการวางแผนล่วงหน้าอยู่แล้ว หากเป็นโครงการประจำหรือดำเนินการตามรอบปกติ ก็ไม่น่ามีอะไรผิดปกติ แต่หากไม่มีแผนเดิม ก็อาจต้องตั้งคำถามถึงนัยยะของการดำเนินการดังกล่าว
เมื่อถามย้ำว่า คดีนี้จะกลายเป็น "จุดเปลี่ยน" ในการบังคับใช้กฎหมายกับนักการเมืองหรือไม่ นายคมสันกล่าวทิ้งท้ายว่า คดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญ เพราะหากศาลสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายอื่น จะช่วยให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
z-z1603487247937.jpg)