“กัณวีร์” เปรียบรัฐบาลเหมือนฉายซีรีส์ โลกหลายใบแต่ให้ ‘นาย’ คนเดียว
“กัณวีร์” เปรียบรัฐบาลเหมือนฉายซีรีส์ โลกหลายใบแต่ให้ ‘นาย’ คนเดียว ทวงหลักฐานสมัครใจชาวอุยกูร์ มองแผนนโยบายต่างประเทศรัฐบริหารล้มเหลว
เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2) วาระพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เป็นวันแรก ว่า การอภิปรายถึงนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ผ่านการนำเสนอเป็นภาพยนตร์ เรื่อง โลกหลายใบแต่ให้ ”นาย“ คนเดียว ตอน 73 วัน แห่งการโกหก เล่นละคร ทำลายภาพลักษณ์ และผลประโยชน์ในชาติในเวทีโลก โดยเฉพาะนโยบายการต่างประเทศที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อการประชุมรัฐสภา ว่าจะยึดมั่น คำนึงกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ คำนึงถึงมาตรฐานสากล และคำนึงถึงความมั่นคงในเวทีโลกและสันติภาพต่าง ๆ รวมไปถึงการเป็นการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก การสร้างซอฟพาวเวอร์ แต่ “นายกัณวีร์” ตั้งคำถามว่า นโยบายต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลแถลงไว้ได้ดำเนินตามนโยบายนั้นหรือไม่ เพราะตนเองเห็นเพียงแค่นโยบายฟรีวีซ่า นำเข้าจีนเทา ส่งออกผู้ลี้ภัย ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดแย้งต่อนโยบายของนายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นกลางในเวทีโลก
”นายกัณวีร์“ กล่าวถึงกรณี “ผู้ลี้ภัย” ว่า หากรัฐรัฐบาลมีความเข้าใจเรื่องมาตรฐานสากล กฎหมายระหว่างประเทศ จะทราบดีว่าการแก้ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 กรณีคือ 1.การเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ 2.การอยู่ที่ประเทศที่ลี้ภัย 3.การตั้งถิ่นฐานใหม่ให้ไปอยู่ในประเทศที่ 3 แต่ทาง “นายกัณวีร์” ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลกับตัดสินใจให้ชาวอุยกูร์เดินทางกลับโดยสมัครใจหรือไม่
”นายกัณวีร์“ เผยว่า ผลกระทบต่าง ๆ หลังจากที่ส่งอุยกูร์กลับจีนไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากรัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การสหประชาชาติ หรือจากสหภาพยุโรป ซึ่งในตอนนี้ที่กำลังมีพยายามเชื่อมความสัมพันธ์ในเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงการค้า FTA การตระบัดสัตย์ในประเทศที่ว่าเลวร้ายแล้ว แต่การตระบัดสัตย์ในเวทีต่างประเทศมันเลวร้ายยิ่งกว่า ซึ่งข้อตกลงระหว่างไทยและอียูนั้น มีกระดูกสันหลังที่บอกว่าห้ามขัดหลักการสิทธิมนุษยชน แต่สิ่งนั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยถูกประณามจากเวทีโลกอยู่
”นายกัณวีร์“ มองว่า ประเทศไทยตอนนี้เหมือนอยู่กลางเขาควาย ซึ่งทำไมถึงต้องเอาประเทศเราไปอยู่ตรงกลางระหว่างการเมืองระหว่างประเทศตนเองไม่สนใจว่าเป็นจีน หรือว่าจะเป็นสหรัฐ หรือจะเป็นประเทศอะไรก็ตาม แต่ประเทศไทยเราควรมีจุดยืนที่มั่นคง ซึ่งในตอนนี้ตนเองไม่เห็นว่าประเทศไทยจะมีสิ่งนั้น หรือนโยบายมาตรการต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเมืองระหว่างประเทศ
ชาวอุยกูร์ 40 ชีวิต อาจจะเล็กน้อย แต่ครอบครัวของพวกเขาที่โดนแยกออกไปตั้งแต่ปี 2558 ยังรอคอยอยู่ ในวันนี้ตนเองไม่มีคลิปเสียงจากครอบครัวที่ขอโทษรัฐบาลไทยที่ต้องหลบหนีมาในประเทศไทย “นายกัณวีร์” เผยว่า ชาวอุยกูร์ไม่ได้อยากมาประเทศไทยแต่ว่าชาวอุยกูร์จำเป็นเพราะต้องหนีการประหาร
“นายกัณวีร์” ย้ำว่า ดังนั้นหลักฐานที่ทางรัฐบาลจะต้องนำมาแสดงให้ได้คือหลักฐานของการสมัครใจกลับประเทศต้นทาง อย่าทำละครคุณธรรมที่เอาชาวอุยกูร์กลับไปแล้ว ไม่ให้เขาพูด และวันนี้ตนเองมีหลักฐานหนึ่งที่อยากจะนำเสนอซึ่งเป็นหลักฐานที่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าทางชาวอุยกูร์ไม่ได้มีความเต็มใจที่อยากจะกลับประเทศ โดนมีเอกสารที่เรียกอย่างเดียวกันว่าใบมรณบัตรของชาวอุยกูร์ 2 ราย ซึ่งร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสองรายนี้ถูกฝังอยู่ในอุโมงค์ที่มัสยิดแห่งหนึ่งของพื้นที่กรุงเทพมหานครด้ววความยากลำบาก เพราะเป็นเรื่องของศาสนามุสลิม นี่เป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มชาวอุยกูร์ไม่ได้อยากกลับประเทศต้นทาง เพราะผู้เสียชีวิตหรือครอบครัวอาจรู้สึกว่า ประเทศต้นทางนั้นเป็นแหล่งความทรมาน หรือมีประวัติการละเมิดสิทธิ์ ทำให้ไม่ต้องการกลับไปเผชิญกับความทรงจำที่เจ็บปวดในอดีต
นอกจากนี้ “นายกัณวีร์” ได้กล่าวถึงปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่มีครอบครัวของนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาอยู่ แต่สิ่งที่ประเทศไทยทำอยู่กับขัดกับหลักการในปฏิญาณทั้งสิ้น
“นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้เขียนด้วยมือ แต่ถูกลบด้วยเท้าที่สกปรกของพวกท่าน” นายกัณวีร์ กล่าวทิ้งท้ายพร้อมจี้ให้รัฐบาลนำหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าชาวอุยกูร์มีความเต็มใจและต้องการที่อยากจะกลับประเทศต้นทางออกมาเผยแพร่ต่อสาวสาธารณชน
z-z1603487247937.jpg)