닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopy89789

“กระทรวงการต่างประเทศ” เผย AOT ลงสำรวจสระแก้ว-ศรีสะเกษ หลังทหารเหยียบระเบิด แสดงหลักฐานระเบิด-รอยกระสุน จวก “กัมพูชา” ปล่อยข่าวปลอมแสดงความไม่จริงใจ



เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 68 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูล อธิบดีกรมสาระนิเทศในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวถึงพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ว่า ตนมีทั้งหมด 4 เรื่องคือการบรรยายสรุปแก่คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ เนื่องจากเมื่อเช้าวันนี้มีการบรรยายสรุปให้แก่ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยเพื่อชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดและชี้แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อมีการแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาละเมิดมาตรการทุ่นระเบิดที่กัมพูชาเข้าไปร่วมเป็นรัฐภาคี รวมถึงมีการชี้แจงเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว รวมถึงการออกข่าวบิดเบือนโดยฝ่ายกัมพูชา 

ซึ่งในการถาม-ตอบหลังการบรรยายสรุปสะท้อนให้เห็นว่า ทหารกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธยิงเข้ามาทางฝั่งไทยก่อน ส่งผลให้ฝ่ายไทยต้องหลบเข้าที่กำบังและยิงแจ้งเตือนเพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตยและป้องกันตนเอง  ซึ่งเป็นไปตามกฎการใช้กำลังและกฎหมายระหว่างประเทศ และที่สำคัญทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อคำกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาว่าการตอบโต้ของฝ่ายไทยส่งผลให้มีพลเรือนบาดเจ็บจริงหรือไม่ ซึ่งในการบรรยายสรุปนั้นรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมบรรยายด้วย ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่เป็นเอกภาพของหน่วยงานไทยและได้ให้ข้อมูลการดำเนินการของไทยในกรอบสัญญา รวมถึงการให้ข่าวที่ผิดพลาดของสำนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ 

ส่วนประเด็นต่อมาคือการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสระแก้วของผู้สังเกตการณ์AOT ฝ่ายไทยโดยกองบัญชาการกองทัพไทยได้ให้ผู้สังเกตการณ์ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่เกิดเหตุ ทั้งสองพื้นที่ได้แก่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ และบ้านหนองหญ้าแก้วจังหวัดสระแก้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็มีผู้แทนเข้าร่วมโดยการลงพื้นที่ห้วยตามาเรีย คณะ AOT ได้เข้าสังเกตการณ์ในจุดที่ทหารไทยประสบเหตุเหยียบกับดักระเบิดขณะลาดตระเวน และได้ดูชิ้นส่วนของระเบิดและระเบิดใหม่ที่ถูกวางมาอยู่ใกล้ๆกัน ในการลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วนั้น คณะAOTได้เข้าตรวจบังเกอร์ของไทยที่ถูกฝ่ายกัมพูชายิงเข้ามา และได้พูดคุยกับทีมพิสูจน์หลักฐานภาคประชาชนที่ได้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยในทั้งสองพื้นที่คณะAOT ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

นายนิกรเดช กล่าวว่าประเด็นต่อมาในการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศจากทั้งสองกิจกรรม ข้างต้นกระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงในการเดินหน้าชี้แจงประชาคมโลกและดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ต่างประเทศรับทราบข้อเท็จจริงรวมถึงจุดยืนของไทย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ไทยจะไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตาม ความร่วมมือที่เกิดขึ้นเพราะล้วนเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยผลักดันอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด แต่กัมพูชาได้ละเมิดอย่างชัดเจน โดยการลอบวางระเบิดและทุนระเบิดใหม่ในการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ อย่างไรก็ดีไทยยังคงเดินหน้าในเรื่องที่ให้ความสำคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกู้ทุนระเบิดในพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของไทยและการปราบปรามแสกมเมอร์ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในและนอกภูมิภาคโดยประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งไทยจะเฝ้าติดตามการจัดการขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งการยิงระเบิดเข้ามายังฝั่งไทยและกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชาแล้วและได้เวียนหนังสือชี้แจงไปยังคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ซึ่งในส่วนของเหตุการณ์ลอบวางระเบิดขอเรียนอีกครั้งว่าไทยที่มีหนังสือประท้วงต่อกัมพูชาไปทางญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาแล้ว และขอเวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐภาคีอนุสัญญาทราบ รวมถึงส่งหนังสือประท้วงไปยังเลขาธิการสหประชาชาติในเรื่องนี้ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา จากการลงนามสันติภาพที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อวานนี้กระทรวงการต่างประเทศได้มีการเผยแพร่ข่าวสารสารนิเทศที่กัมพูชาละเมิดซ้ำต่อการปฏิบัติงานความร่วมมือรวมถึงความพยายามในการจัดฉากการสร้างสถานการณ์และการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาที่จะบรรลุสันติภาพร่วมกัน 

ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและข้อมูลที่บิดเบือนเพราะที่ผ่านมาฝ่ายไทยเห็นตัวอย่างการปล่อยข่าวปลอมและการบิดเบือนข้อมูลโดยไม่มีหลักฐานรองรับของฝ่ายกัมพูชา 3 กรณีรวมถึงการกล่าวหาว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายวางระเบิดเองและเหยียบเองซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดประเภท PMN-2 ซึ่งยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้มีไว้ในครอบครอง ส่วนที่กล่าวอ้างว่าประเทศไทยยิงไปยังกัมพูชาก่อนนั้นไม่เป็นความเป็นจริง เพราะกัมพูชาเริ่มก่อนและมีหลักฐานกระสุนที่บังเกอร์ของไทยรวมถึงวิถีกระสุนทำให้คำกล่าวอ้างของกัมพูชาไกลความจริงไปมาก ยังไม่นับรวมการรายงานสถิติประชาชนกัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บจากหน่วยงานต่างๆเองที่สับสนและไม่มีความสอดคล้องกัน 

ส่วนการนำภาพของร่างผู้เสียชีวิตชาวกัมพูชาด้วยโรคประจำตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯมาบิดเบือนว่าเป็นร่างของทหารกัมพูชาที่ถูกฝ่ายไทยควบคุมตัวไว้ ซึ่งในความเป็นจริงไทยให้ความช่วยเหลือส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับกัมพูชาตามคำขอของญาติตามหลักมนุษยธรรม  ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลเท็จนี้สะท้อนถึงการไม่จริงใจและขาดจรรยาบรรณของสื่ออย่างชัดเจน ล่าสุดกรณีที่มีสำนักข่าวต่างประเทศจากมาเลเซียรวมทั้งสื่ออื่นๆที่โพสต์ข่าวนั้นได้เผยแพร่ข่าวที่มีข้อมูลผิดพลาดเกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารไทยต้องพิการ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานหน่วยงานความมั่นคงของไทยอย่างใกล้ชิดและรีบดำเนินการติดต่อสำนักข่าวนั้นๆไปแล้ว เพื่อให้แก้ไขในทันที และจะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไปเพราะแม้จะมีการแก้ไขไปแล้ว แต่ก็ได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและผลกระทบในวงกว้างซึ่งกระทรวงการต่างประเทศที่หยิบยกกรณีนี้กับกระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้สัญญาว่าจะให้ความร่วมมือ

ขอย้ำว่ากระทรวงการต่างประเทศจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องและดีที่สุดเพื่อป้องกันการบิดเบือน ตนพร้อมจะให้สื่อมวลชนพร้อมตอบคำถามต่อสื่อมวลชนและติดต่อมาได้ที่กระทรวงการต่างประเทศ

“ในห้วงที่มีสถานการณ์อ่อนไหวสูงขอให้ประชาชนบริโภคข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ก่อนที่จะส่งให้บุคคลรอบข้าง ขอย้ำว่าหน่วยงานไทยทุกหน่วยจะทำงานร่วมมืออย่างใกล้ชิดเหมือนกับเมื่อเช้านี้ที่ได้มีการจัดประชุมไปเพื่อผลักดันผลประโยชน์ของไทยปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดง คุ้มครองผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของไทยในประชาคมโลก” นายนิกรเดชกล่าว

เมื่อถามว่าหลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดนั้นในข้อตกลงสันติภาพต่างๆที่ลงนามเอาไว้ และการยุตติการส่งตัวเชลยนั้นแจ้งนานาชาติเอาไว้อย่างไร นายนิกรเดชเผยว่าข้อตกลงต่างๆก็ยุติเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธหนักเรื่องการส่งผู้ที่ถูกทหารกัมพูชากักตัวอยู่ที่ไทยก็ยุติทั้งหมด ซึ่งข้อได้แจ้งมากกว่าฝั่งประเทศมาเลเซียและสหรัฐอเมริกา แต่เราก็มีการแจ้งเวียนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดรวมถึงแจ้งไปยังคณะทูตต่างๆว่าท่าทีของประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างไรหลังจากที่ได้มีการจัดการบรรยายสรุปให้กับคณะทูตไป

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสได้รายงานAOT หรือไม่กับเรื่องที่เกิดขึ้น นายนิกรเดช กล่าวว่าหากเป็นรายงานสาธารณะนั้นจะได้รับทราบแน่นอน แต่ตนไม่ขอก้าวลวกว่าเอโอทีไม่ว่าจะมาเลเซียบรูไนสิงคโปร์ที่เดินทางมาวันนี้จะตัดสินใจว่าเป็นเอกสารเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งยังไม่สามารถตอบได้แต่ถ้ามันเกินมากกว่าไทยไปนั้นอย่างน้อยที่สุดเนื้อหาที่เปิดเผยได้นั้นจะนำมาเรียนให้กับสื่อมวลชนได้ทราบ

ส่วนเรื่องการหยุดข้อตกลงเอาไว้ก่อนนั้นที่ต้องได้ขอความร่วมมือกับกัมพูชาจะเป็นอย่างไรต่อ นายนิกรเดชกล่าวว่า มีสองเรื่องที่อยากจะตอบคือการปราบปรามแสกมเมอร์และการเก็บกู้ทุนระเบิดที่อยู่ในดินแดนอธิปไตยของไทย การปราบปรามแสกมเมอร์ตามที่ตนได้แถลงข่าวไปแล้วตนได้ดำเนินการต่อแน่นอนและดำเนินการอย่างแข็งขัน ส่วนการร่วมมือกับกัมพูชานั้นก็หวังว่ากัมพูชาจะร่วมมือเพราะเรื่องชายแดนก็เป็นเรื่องของชายแดนเรื่องแสกมเมอร์ก็เป็นเรื่องที่หวังว่าจะได้ร่วมมือเพราะว่าเป็นเรื่องของภูมิภาค ถ้าหากกัมพูชามีเรื่องรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศก็ต้องแยกของจากเรื่องของชายแดน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการเต็มที่ตามที่เป็นวาระแห่งชาติ