닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---7

“กระจกเงา” แฉขบวนการ “คนหายข้ามชาติ” ลวงคนไทยเป็นสแกมเมอร์–บัญชีม้า จี้รัฐหยุดเป็นศูนย์กลางค้ามนุษย์ยุคใหม่



วันที่ 19 ต.ค.68 ที่ Mirror Art แขวงหลักสี่ กรุงเทพฯ มูลนิธิกระจกเงา จัดแถลงข่าวหัวข้อ “คนหายสู่อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์–บัญชีม้า–ค้ามนุษย์ยุคใหม่” เพื่อเปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดของคนไทยและชาวต่างชาติที่ถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการร่วมกับนานาชาติในการทลายขบวนการอาชญากรรมนี้

นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยว่า ตลอดปี 2568 มีผู้แจ้ง “คนหาย” จำนวน 119 ราย ที่ถูกล่อลวงไปทำงานเป็น “สแกมเมอร์” และ “บัญชีม้า” ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 26 ปี ในจำนวนนี้เป็นชาย 73 ราย หญิง 46 ราย และมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 18 ราย อายุน้อยสุดเพียง 15 ปี

แม้จะมีมาตรการปิดชายแดนกัมพูชา แต่ยังพบการลักลอบพาคนไทยข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ เมื่อเข้าไปแล้วถูกกักขังและบังคับให้ทำงานในสถานที่ปิด หากขัดขืนจะถูกทำร้ายร่างกาย หรือขายต่อไปยังพื้นที่อื่น ซึ่งนายเอกลักษณ์ ระบุว่า “นี่คือการค้ามนุษย์ยุคใหม่ ที่ไม่ต้องใช้โซ่ตรวน แต่ใช้การควบคุมเสรีภาพอย่างแนบเนียน บังคับให้คนทำผิดกฎหมายเพื่อหากำไรให้ขบวนการ”

ด้านนางสาวกรรณิกา โมเล้น หัวหน้าฝ่ายรับแจ้งเหตุคนหาย มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยกรณีชายวัย 42 ปีที่ตกงาน ถูกคนรู้จักหลอกไปทำงานโดยแอบอ้างชื่อบริษัทเอกชน เสนอค่าที่พักและค่าเดินทางให้ ก่อนถูกพาไปข้ามชายแดนที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และถูกบังคับให้ทำ “โรแมนซ์สแกม” หลอกเหยื่อออนไลน์ โชคดีที่สามารถส่งข้อความขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิกระจกเงา และได้รับการช่วยเหลือกลับไทยแล้ว

อีกรายเป็นคู่รักวัยรุ่นอายุเพียง 18 ปี วุฒิการศึกษา ป.6 ถูกหลอกไปทำงาน “แอดมินเว็บไซต์” แต่กลับถูกบังคับทำงาน Call Center หลอกคนไทยในกัมพูชา ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศ ส่วนฝ่ายชายยังคงถูกกักขังอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

นางสาวกนกวรรณ พูลเพิ่ม รองหัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย ระบุว่า นอกจากคนไทยแล้ว ยังมีผู้เสียหายชาวอินเดีย ศรีลังกา ไต้หวัน และจีน ที่ถูกหลอกผ่านประกาศรับสมัครงานออนไลน์ โดยใช้ประเทศไทยเป็นจุด “รับ–ส่ง” ก่อนพาเข้าสู่พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำและรัฐฉาน

หนึ่งในกรณีคือหญิงชาวไต้หวันที่ถูกล่อลวงจากการหางานออนไลน์ ถูกพาข้ามแดนไปลาว และขายต่อไปยังเขตโกก้าง ประเทศเมียนมา ถูกบังคับทำงานสแกมเมอร์ และพ่อแม่ต้องจ่ายค่าไถ่กว่า 200,000 บาท แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม

“ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงขบวนการสแกมเมอร์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายมาก” นางสาวกนกวรรณกล่าว

นอกจากนี้ ในงานแถลงข่าว นางนุชรินทร์ (สงวนนามสกุล) มารดาของเด็กหญิงฟ้า (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี เข้าร้องขอความช่วยเหลือหลังลูกสาวถูกหลอกไปทำงาน “แพ็กสินค้า” ที่จังหวัดสระแก้ว ก่อนถูกพาข้ามแดนไปกัมพูชา และโทรกลับมาขอความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว ก่อนขาดการติดต่อมานานกว่าเดือน

“แม่อยากให้หน่วยงานช่วยลูกกลับบ้าน ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าลูกจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร” เธอกล่าวทั้งน้ำตา

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ขบวนการสแกมเมอร์เป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มีเครือข่ายทุนมหาศาลและอาจมี “ข้าราชการ–นักการเมือง” อยู่เบื้องหลัง

นายสมบัติ ชี้ว่า ขณะนานาชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ มีความเคลื่อนไหวเข้มข้นในการจัดการปัญหานี้ แต่รัฐบาลไทยกลับ “นิ่งเงียบ” ทั้งที่ประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับกัมพูชา เมียนมา และลาว

“ความเงียบและความล่าช้าของรัฐบาลไทย อาจนำไปสู่คำถามว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจได้ประโยชน์จากเรื่องนี้หรือไม่” นายสมบัติ กล่าว

นายสมบัติ ยังระบุว่า ปัญหานี้ไม่ได้อยู่แค่ใน “พื้นที่เทา” แต่เป็น “พื้นที่ดำ” แล้ว เพราะมีหลักฐานการซ้อม ทรมาน และช็อตไฟฟ้าผู้ถูกหลอก ซึ่งเข้าข่ายค้ามนุษย์โดยชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดทำนโยบายชัดเจนในการช่วยเหลือผู้เสียหาย

นายเอกลักษณ์ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลไทยต้องเร่งช่วยเหลือผู้เสียหายกว่า 20 รายที่ยังติดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และต้องยอมรับว่าการหลอกลวงในลักษณะนี้คือ “การค้ามนุษย์ยุคใหม่” ไม่ใช่การสมัครใจ

“ถ้าเรายังปล่อยให้คนไทยถูกผลักไปเป็นอาชญากร แปลว่าเรากำลังผลักคนของประเทศเราเข้าสู่อาชญากรรมข้ามชาติ”

นายเอกลักษณ์ ย้ำว่า ระบบของรัฐยังขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในการคัดกรองเหยื่อ การอายัดบัญชีม้า และการช่วยเหลือคนไทยกลับบ้าน พร้อมเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อยุติขบวนการนี้โดยเร็วที่สุด

มูลนิธิกระจกเงาเรียกร้องให้รัฐบาล “อนุทิน” แสดงจุดยืนชัดเจนต่อปัญหาคนหายสู่อาชญากรรมข้ามชาติ และร่วมมือกับนานาชาติในการทลายเครือข่ายสแกมเมอร์–ค้ามนุษย์ยุคใหม่

“นี่คือจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องลงมือจริง ไม่ใช่เพียงตั้งคณะกรรมการ แต่ต้องคืนคนของเราให้กลับบ้าน และไม่ปล่อยให้แผ่นดินนี้เป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมอีกต่อไป”