‘วิโรจน์’ เตือน! ถ้ารบ.ไม่จัดการสแกมเมอร์ - ไทยอาจถูกตราว่า ประเทศแม่ข่ายอาชญากรรมไซเบอร์
โพสต์เมื่อ : 22 ต.ค 2568 เวลา 7:31 น.

‘วิโรจน์’ เตือน ! ถ้ารัฐบาลไม่จัดการสแกมเมอร์ต่างชาติ - ไทยอาจถูกตราว่า ประเทศแม่ข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ ลั่น ต้องลากคอคนไทยเอี่ยวมาลงโทษ
วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของสส.และบทบาทของสภาในวาระแรกหลังการเปิดประชุมว่า ประเด็นการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์จะยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ขณะนี้ยังมีแนวคิดหลากหลายในการตอบโต้ แต่พรรคเห็นตรงกันว่าจะต้องใช้กลไกของสส. และคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันให้รัฐบาลดำเนินมาตรการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
นายวิโรจน์เน้นว่า ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับโลก เพราะนอกจากจะเป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว เครือข่ายเหล่านี้ยังมีความเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ การบังคับแรงงาน และการนำเหยื่อข้ามพรมแดนเพื่อหลอกลวง ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิทธิมนุษยชน จึงถือเป็นวาระสำคัญของทั้งประเทศและของประชาคมโลก
ทั้งนี้ ตนเองและคุณรังสิมันต์ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และพยายามผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ถึงที่สุด
เมื่อถามถึงแนวโน้มการใช้มาตรการทางสภาเทียบกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายวิโรจน์กล่าวว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หากรัฐบาลไม่ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่สามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยว่ามีการเกี่ยวพันหรือเป็นผู้ร่วมกระทำผิด สนับสนุนการกระทำความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้ามาหาผลประโยชน์และก่อความเสียหายในราชอาณาจักรได้ ก็เป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้
ในประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศและบทบาทของรัฐบาลไทยในเวทีอาเซียน นายวิโรจน์มองว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องชี้แจงมาตรการภายในประเทศต่อสากลอย่างชัดเจน เรื่องแรกคือการอธิบายบทบาทและการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยปราบปรามอาชญากรรมหรือหน่วยไซเบอร์ เช่น การสืบสวน การขยายผล และการดำเนินคดีกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ที่แฝงตัวเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงมาตรการด้านกฎระเบียบที่จะนำมาใช้ให้เกิดความโปร่งใส เช่น การเปิดเผยตัวตนผู้โอนและผู้รับโอนในเส้นทางการเงินของสินทรัพย์ดิจิทัล การเปิดเผยผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (beneficial owner) ซึ่งเป็นกลไกที่มีผลต่อการตัดวงจรทางการเงินของแก๊งอาชญากร
นายวิโรจน์ ย้ำว่า หากไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครือข่ายเหล่านี้ทำงานโดยลำพังจากต่างประเทศเท่านั้น ก็ต้องมีการตรวจสอบว่ามีผู้เกี่ยวข้องเป็นคนไทยหรือหน่วยงานภายในประเทศที่ให้การสนับสนุนหรือไม่ หากพบว่าเป็นเช่นนั้น ผู้เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายและทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดต้องถูกยึดอายัดให้เป็นของรัฐ เพราะทรัพย์สินเหล่านี้มาจากการหลอกลวงและเอาเปรียบประชาชนไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ทุจริตและต่ำทราม
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ของการยึดอายัดทรัพย์ก่อนที่แก๊งจะโยกย้ายทรัพยากร นายวิโรจน์ กล่าวว่า นี่เป็นหนึ่งในความกังวลของประชาชนและคณะกรรมาธิการ เนื่องจากมีข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่าอาจมีคนไทยเข้าไปเกี่ยวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายข้ามพรมแดน รวมถึงกรณีที่ผู้นำบางประเทศมีการคุกคามว่าจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ทำให้การสืบสวนและการประสานข้อมูลระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพันธมิตรต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร มีเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งอาจมีเบาะแสสำคัญที่ช่วยให้การลากตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีเป็นไปได้เร็วขึ้น
ดังนั้น หากรัฐบาลทราบข้อมูลอยู่แล้ว ก็ต้องเร่งสั่งการและเปิดเผยกระบวนการสอบสวน เพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญถูกเปิดเผยโดยต่างประเทศก่อน ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสถานะภาพและชื่อเสียงของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ หากมีการเผยแพร่รายชื่อผู้เกี่ยวข้องต่อสาธารณรัฐอื่นก่อน อาจส่งผลให้ประเทศถูกมองว่าเป็นแหล่งของกิจกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งจะมีผลกระทบเชิงลบต่อเกียรติภูมิ ผลกระทบทางการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ
นอกจากประเด็นแก๊งสแกมเมอร์แล้ว นายวิโรจน์ยังย้ำว่า ประเด็นความมั่นคงชายแดน การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้วัตถุระเบิด และการจัดการปัญหาการรุกล้ำที่ดินในพื้นที่ชายแดนถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในสายตาของนานาประเทศ “การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ” เป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ผู้แทนต่างชาติและประชาคมโลกต้องการได้รับความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีว่า จะมีแนวทางจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์ที่อาศัยพื้นที่เพื่อนบ้านเป็นฐานปฏิบัติการอย่างไร
ในด้านท่าทีระหว่างประเทศ นายวิโรจน์ สังเกตว่า เมื่อนโยบายหรือมาตรการของไทยถูกวิพากษ์จากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้นำประเทศเหล่านั้นมักตอบโต้ทั้งในเชิงการทหารและการเมือง เช่น เรื่องการรุกล้ำที่ดินหรือการกดดันจากภาคประชาชน แต่เมื่อประเด็นถูกโยงถึงเส้นทางการเงินระหว่างประเทศและการฟอกเงิน ผู้นำบางประเทศก็มีท่าทีที่พร้อมจะร่วมมือ เนื่องจากหน่วยงานระหว่างประเทศที่ทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีข้อมูลและมาตรการที่กดดันได้จริง
ในประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศ
นอกจากการเปิดเผยเส้นทางการเงินแล้ว ยังต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น หน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ องค์กรนานาชาติ รวมถึงอินเตอร์โพล เพื่อใช้ข้อมูลทางการเงินและข้อมูลสืบสวนในการสกัดกั้นเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน หากสามารถส่งข้อมูลเส้นทางการเงินที่ชัดเจนไปยังหน่วยงานระหว่างประเทศได้ อาจเปิดทางให้ประเทศเหล่านั้นถูกขึ้นบัญชีความเสี่ยงในระดับสากล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเพื่อให้มีการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายอย่างจริงจัง
นายวิโรจน์ เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความชัดเจนทั้งในมิติการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศและการประสานงานกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อยับยั้งแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ปกป้องประชาชน และรักษาชื่อเสียงและความมั่นคงของประเทศไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการกระทำผิดข้ามพรมแดนของเครือข่ายอาชญากรไซเบอร์และการค้ามนุษย์
z-z1603487247937.jpg)