โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง คู่ขัดแย้งทั้งในและนอกประเทศ บทท้าทายของรัฐบาลไทย
โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง คู่ขัดแย้งทั้งในและนอกประเทศ บทท้าทายของรัฐบาลไทย
จากกรณีที่ประเทศเทศไทย ที่นับวัน จะมีการกระทบความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากหลายหลายเหตุการณ์ที่ปรากฏในข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกาะกูดกับประเทศกัมพูชา เรื่องว้าแดงและกรณียิงเรือประมงไทยของประเทศเมียนมา ที่ดูจะเป็นความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากยิ่งขึ้นในเขตรอบแดนประเทศเพื่อนบ้าน ถือว่าเป็นความท้าทายอีกหนึ่งในรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิ่ฃที่สังคมยังสงสัยว่่รัฐบาลจะสามารถ ฝ่าเหตุการณ์นี้โดยไม่กระทบกับความสัมพันธ์ของผระเทศเพื่อนบ้านไปได้หรือไม่
วันนี้ The room 44 จะรวมทั้งสามเหตุการว่ามีต้นสายปลายเหตุจากอะไรบ้างและบางเหตุการณ์อาจนำไปสู่การปลุกระดมมวลชนต้านรัฐบาลมาได้
กองทัพว้าแดง
ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-พม่า เริ่มมากยิ่งขึ้นจากกรณีที่กองกำลังว้าแดง ซึ่งถือว่าเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ ที่มีกองกำลังจำนวนมาก และเข้มแข็งที่รัฐบาลทหารของเมียนมายังมีความเกรงใจ เพราะมีความใกล้ชิดเป็นอย่างสูงกับรัฐบาลจีน ซึ่งมีการประทะกับทหารไทยอยู่หลายครั้ง และครั้งนี้ ในปี 2567 กองกำลังของทหารว้าตั้งกองกำลังรุกคืบเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงมีการรวบรวมที่ตั้งของทหารไทย
ซึ่ทางการของประเทศไทยได้ทำหนังสือทักท้วงไปและขีดเส้นตายให้รีบล่าถอยออกไปภายใน 30 วัน แต่าก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จึงเกิดการตัี้งคำถามว่า รัฐบาลไทยควรจะไปเจรจากับประเทศที่หนุนหลังอย่างประเทศจีนหรือไม่ เพื่อให้เป็นไกล่เกลี่ยไม่ให้กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะอาศัยเพียงการเจรจากับรัฐบาลทหารของเมียนมาอย่างเดียวก็ไม่พอ
ทหารเมียนมายิงเรือประมงไทย
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา เรือประมงของประเทศไทยถูกเรือทหารของประเทศเมียนมากระหน่ำยิง ทำให้เมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 1 ราย และได้มีการจับชาวเรือจำนวนกว่า31 คน ไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการเจรจาขอตัวประกัน โดยทางกองทัพเรือไทยก็เตรียมความพร้อมหากตรวจสอบและพบว่าเรือขอิงทหารเมียนมาลุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำประเทศไทยจริงๆ
ทางด้านนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาเปิดเผยว่า ทางกองทัพเรือได้มีการเจรจากับทางการเมียนมา เนื่องจากเจตนาไม่ใช่ต้องการรุกล้ำน่านน้ำแต่อย่างใด และจะไม่รุกลามเป็นปัญหาระหว่าง 2 ประเทศ มองว่ายังไม่ถึงขั้นที่ต้องทำหนังสือเตือนระหว่างรัฐบาล
เกาะกูดพื้นที่ทับซ้อน
จากกรณีที่เกิดกระแสในสังคมถึงเรื่องเกาะกูดและ MOU 44 ที่มีการจัดทำข้อตกลงรวมกันในการแบ่งผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ที่หลายๆคนมองว่าMOU 44 นี้จะทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์ทางทะเลมหาศาลที่เป็นของประเทศไทย รวมไปถึงทำให้่ประเทสไทยเสียดินแดนเกาะกูดที่เป้นของไทยมาอย่างช้านาน ตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5
เป็นอีกเรื่องที่ถือว่าเป็นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะทำให้บานปลายไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกกลาโหมก็ออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทกนิค(JTC) เพื่อให้หารือเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นและหาทางออกร่วมกันกับประเทศกัมพูชา
แต่กลุ่มคนฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลดูิเหมือนกับว่าจะปลุกกระแสเกาะกูดเพื่อเป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาลอีกทางหนึ่ง โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ขึ้นเสวนาในงานความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยเสมือนกับว่าจะมีการปลุกม็อบอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อทวงถารมไปยังนายกรํบมนตรีถึงประเด็นเกาะกูดและ MOU 44 ว่าสรุปแล้วรัฐบาลจะมีทางออกกับปัยหานี้อย่างไรบ้าง
ซึ่งทั้งสามเหตุการณ์นี้ก็ถือว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐไทยต้องมีการรับมือเพราะอาจเป็นจุดสำคัยที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของรัฐบาลไทย*
z-z1603487247937.jpg)