닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopyคึตึค

เปิดโปงขบวนการ ‘ล่าเหยื่อ’ ข้ามชาติ! แก๊งสแกมกัมพูชาย้ายฐานซ่อนตัวบนเกาะร้าง ด้านเหยื่อเกาหลีเผยถูกรีดเงินกลางคาสิโน แฉตร.กัมพูชาจับมือมาเฟียจีน

 

วันที่ 17 ต.ค. 2568 สื่อเกาหลีใต้ยังคงเกาะติดรายงานความเคลื่อนไหว และพฤติกรรมของสแกมเมอร์ ในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อมูลที่ได้จากเหยื่อที่หนีรอดออกมาได้ เช่น ชายเกาหลีใต้คนหนึ่งที่หนีมาได้ เปิดใจแฉพฤติกรรมของตำรวจกัมพูชา ที่ไม่ยอมจับนายทุนจีน และยังรีดทรัพย์รับสินบนจากเหยื่อ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่า แก๊งสแกมเมอร์ กำลังย้ายฐานหนีการปราบปรามไปพื้นที่ห่างไกล โดยเพจ Around the World ได้รวบรวมข้อมูลจากสื่อในเกาหลีใต้  

ระบุถึงข้อมูลสแกมเมอร์ในกัมพูชา มีเนื้อหาบางช่วงระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมในกัมพูชาเริ่มเคลื่อนย้ายฐานจากศูนย์กลางขนาดใหญ่ไปยัง พื้นที่ห่างไกล เช่น เกาะร้าง หรือ เขตชายแดน และบางกลุ่มก็อพยพไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม, เมียนมา, หรือลาว

หนึ่งในผู้ที่ทำงานอยู่ใน “คอมเพล็กซ์อาชญากรรม” แห่งหนึ่งในกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Yonhap ว่า คอมเพล็กซ์ที่สีหนุวิลล์เริ่มย้ายตั้งแต่เดือนก่อน ส่วนที่พนมเปญเริ่มเคลื่อนย้ายต้นเดือนที่ผ่านมานอกจากนี้ยังมีรายงานว่า กลุ่มอาชญากรรมบางส่วนรีบเคลื่อนย้ายเฉพาะชาวเกาหลีใต้ ออกจากพื้นที่ก่อน และมีการเคลื่อนไหวรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันเขตชายแดนติดกับเมียนมาและลาว รวมถึงพื้นที่ที่ห่างไกลในเวียดนาม กลายเป็นจุดที่กลุ่มเหล่านี้เริ่มตั้งฐานใหม่อย่างเงียบ ๆ

จากข้อมูลยังมีการอ้างอิงจากแหล่งข่าวรายหนึ่งว่า กำลังมีการสร้างนิคมขนาดใหญ่ รองรับคนได้ราว 40,000 คน บนเกาะร้างที่ต้องนั่งเรือจากกัมพูชาไปราว 2–3 ชั่วโมง ถ้าถูกพาตัวไปที่นั่นโดยไม่ได้จ่ายเงินค่าไถ่ ในระดับหลายสิบล้านวอน ก็แทบถือว่าเสียชีวิตแล้ว

ข้อมูลจากสื่อ "koreajoongangdaily" เปิดเผยถึงบทสัมภาษณ์ของเหยื่อชายชาวเกาหลีใต้รายหนึ่ง ชื่อ ฮอ มิน-จอง อายุประมาณ 40 ปี ที่เล่าว่า ได้ไปเที่ยวที่สีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา เพียงลำพังเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังเข้าบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งพร้อมกับคนรู้จัก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติเกาหลีใต้ และได้พบกับคนจีนกลุ่มหนึ่งผ่านการแนะนำของเพื่อน มีการดื่มสังสรรด้วยกัน

ไม่นานเพื่อนร่วมชาติเดินลุกออกไปจากโต๊ะไป ก่อนจะถูกกลุ่มชายชาวจีนล็อกประตู พร้อมขู่กรรโชกเอาเงิน โดยให้โทรศัพท์หาเพื่อน และบอกว่าจะปล่อยตัวก็ต่อเมื่อยอมจ่ายเงิน 5,000 -  10,000 ดอลลาร์ หรือ ราว 162,000 - 325,000 บาท โดยคนกลุ่มนี้เอาทรัพย์สินของนายฮอไปหมด เหลือไว้เพียงโทรศัพท์มือถือ เปิดทางให้เขาติดต่อสถานทูตเกาหลีใต้ผ่านทางเทเลแกรม

ซึ่งนาย ฮอ มิน-จอง เล่าว่า สถานทูตขอให้กรอกแบบฟอร์มหลายอย่างและส่งรูปถ่ายของสถานที่ที่ถูกกักขัง แต่เป็นสิ่งที่เขาแทบทำไม่ได้ เนื่องจากถูกจับตาอยู่ ท้ายที่สุดเขาส่งข้อความสั้นๆ เล่าสถานการณ์ แต่สถานทูตบอกว่าคงใช้เวลา 2 ถึง 3 วัน