닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

ดิจิทัลวอลเล็ตนโยบายเรือธงรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ตามไทม์ไลน์คงรอลุ้นอีกยาว เพราะระบบหลังบ้านยังไม่ลงตัว บริษัทที่เข้ามาวางระบบคิดเฉพาะระบบการเงินตามโครงสร้างเดิม เลยไปไม่ถึงไหน

 

แต่ในช่วงนี้มีการพูดถึงระบบเงินดิจิทัลออกมาถี่ยิบ ตั้งแต่การนำเสนอระบบ payment แบบใหม่ การเรียกร้องจากกลุ่มหอการค้าและกลุ่ม non bank ทั้งหลาย ให้สร้าง stable coin ในการชำระเงินเพื่อความสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ในหลายประเทศเริ่มจากฮ่องกง ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค

 

การจะนำ Ripple  มาใช้ในการส่งเงินข้ามประเทศในกลุ่ม BRICS การจะบูรณาการ เงินเข้ากับสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์เดิม เสนอโดย SWIFT  ล่าสุด"หยวนดิจิทัลไม่ตอบโจทย์คนในชาติ จีนเล็งขยายชำระเงินข้ามพรมแดน เตรียมทดลองกับ ไทย ซาอุ และ ยูเออี " ซึ่งถูกนำเสอนผ่านเว็บไซต์ไทยรัฐ

 

เรื่องต่างๆเหล่านี้เต็มไปด้วยความสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่ คิดดูแล้วก็รู้สึกเห็นใจพรรคเพื่อไทย เพราะ ดิจิทัลวอลเล็ตก็ไม่ได้ทำให้สับสนมากกว่าข่าวจากประเทศต่างๆที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในเรื่องเงินดิจิตอลเลย

 

มีคนถามว่า “ดิจิทัลหยวน” คืออะไร เป็น D-Cash หรือเป็น e-money หรือเป็นทั้ง 2 อย่าง ?

 

ขอชี้ให้เห็นเงินดดิจิทัลก่อนที่ ยังไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนว่าคืออะไรกันแน่ เพราะ "เงิน" เป็นของสมมุติ ที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ดังนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าใช้แล้วคนขายยอมรับก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ส่วน "ดิจิตอล" คืออะไรก็ได้ที่มาจากการทำงานของคอมพิวเตอร์

 

ฉะนั้นรากศัพท์ e-money ก็เป็นเงินดิจิทัล คริปโตเคอเรนซี่ก็เป็นเงินดิจิทัล stable coin คือคริปโต currency สกุลหนื่งที่มีการ backup ด้วยอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คนเชื่อ ก็เป็นเงินดิจิทัล

 

ส่วนดิจิทัลหยวน ที่ประกาศสร้างเมื่อปี 2014 คือ stable coin ที่ออกโดยแบงค์ชาติจีนแทนที่จะให้เอกชนเป็นผู้ออก

 

ส่วน CBDC ที่บัญญัติโดยแบงก์ชาติอังกฤษ เมื่อปี 2016 คือ stable coin ที่ออกโดยแบงก์ชาติของแต่ละประเทศตามสกุลเงินของประเทศตน ก็ล้วนเป็นเงินดิจิทัลเหมือนกัน

 

แต่ทำไมผู้คนเรียกหา stable coin ทั้งๆที่รู้ว่ามีความเสี่ยงมากกว่า เพราะออกโดยเอกชนที่ back stable coin  คงมาจากstable coin ใช้ได้ สะดวกกว่า เร็วกว่า e-money หากมีคนยอมรับ แต่ระบบหลังบ้านจะประหยัดกว่า e-money หรือไม่ ยังไม่ควรด่วนสรุป เพราะยังขึ้นกับเงื่อนไขอีกหลายอย่าง และยังต้องมีคนกลางเหมือนกันทั้ง 2 ระบบ

 

ประเด็นคือทำไมแบงก์ชาติไม่สร้าง CBDC เอง ก็มาจากสาเหตุ 1. ระบบเงินของประเทศที่แบงก็ชาติต้องกำกับดูแล ไม่ได้มีเพียง ระบบ payment ที่เอกชนสนใจ เพราะมีความซับซ้อนกว่านั้น เหมือนที่ภาคเอกชนสนใจกำไรขาดทุนเป็นหลัก แต่รัฐสนใจผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

 

2.CBDCหรือ stable coin สร้างโดยบล็อกเชน ที่มีในตลาดขณะนี้ มีความ แข็งกระด้าง (rigid) เกินไปยังไม่สามารถนำไปใช้กับระบบเงินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้ ถึงแม้นำไปใช้ได้ ก็ยังต้องอาศัยคนกลางอยู่ดี เพราะยังไม่สามารถรองรับ จำนวน transaction/วินาที ที่เกิดในโลกจริงได้ แต่ที่แบงก์ชาติของทุกชาติยังตะบี้ตะบันทำอยู่ เพราะอะไร คงตอบไม่ได้

              

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทางออกของเรื่องนี้คืออะไร ในวันที่นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา 12 ก.ย. 67 ผมได้เสนอวิธีแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยการ ยิงกระสุนนัดเดียวแต่ได้นกทั้งฝูง ด้วยการเสนอให้สร้าง เงินสดดิจิทัล หรือ Digital Cash หรือเรียกสั้นๆว่า D-Cash คือเงินสดดิจิทัลรูปแบบใหม่ บนระบบการเงินใหม่ ปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ใช้ง่ายเหมือนเงินสด โอนออนไลน์ได้ ทำให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินแม้ไม่มีมือถือหรือบัญชีธนาคาร

 

D-Cash  เป็นนวัตกรรมใหม่ของเงินดิจิทัล ที่นำจุดแข็ง ของเงินสด + e-money + bitcoin มารวมกัน และสามารถขจัดจุดอ่อนของเงินทั้ง 3 ระบบออกได้ทั้งหมด

 

ส่วนดิจิทัลหยวนมีลักษณะเป็น e money สำหรับใช้ในประเทศจีน และเป็น (wholesale) CBDC สกุลหยวนเมื่อใช้ข้ามพรมแดน เท่ากับ “ดิจิทัลหยวน”แตกต่างและยังห่างไกลจาก D-Cash มาก

 

รอติดตามตอนต่อไปเกี่ยวกับเงินสดดิจิทัลและระบบการเงินใหม่ของโลก

 

นายมานะ มหาสุวีระชัย กรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง วุฒิสภา ระบุให้ผู้อ่านคอยติดต่อตอนต่อไป..