닫기

หิ้วปีกหนีความจริง

เข้าสู่ห้วงเวลาท้าทาย ฝ่ามรสุมวิกฤติศรัทธา ของฝ่ายตุลาการ ศาล องค์กรอิสระ รวมไปถึงนักกฎหมายชั้นนำ ระดับพระบิดา ปรมาจารย์ประเทศไทย การเมืองกำลังเข้าสู่บท "พิพากษา" มีเรื่องใหญ่ๆที่รอการตัดสิน 2 เรื่อง เกี่ยวพันกับตัวบทกฎหมาย ทิศทางประเทศไทย และคำตัดสินถือว่าสำคัญมาก สามารถพลิกเปลี่ยนวิถีประเทศไทยได้เลย


  1. วาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯคนปัจจุบัน จะสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ระบุนายกฯจะดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 8 ปี และ

  2. ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

ว่าด้วยปมร้อนความอยู่รอดของ"บิ๊กตู่" รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 บัญญัติว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง” และมาตรา 264 บัญญัติไว้ว่า “ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม. ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”


นั้นหมายความว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯครบ 8 ปี วันที่ 24 สิงหาคม 2565 "มันจบแล้วครับนาย" ไม่ได้ไปต่อ!! แม้จะเถียงแบบเข้าข้าง เลือกข้างกันไม่จบ ทั้งฝ่ายที่อยากให้อยู่ต่อ และ ฝ่ายที่อยากให้ไป ไล่เปิดรัฐธรรมนูญ และเหตุผลข้างเคียง มาสนับสนุนกันอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็เป็นแค่วิธีโน้มน้าวใจสังคม จะหวังผลไปถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้คงยาก


ความเห็นที่มีน้ำหนัก อ้างอิงได้แน่นอนก็คือ ผู้ดีไซน์รัฐธรรมนูญ 2560 นั่นคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีการย้อนไปดูเอกสารบันทึกการประชุมของ กรธ. เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2561 ความเห็นส่วนบุคคลของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุไว้ว่า “เมื่อพิจารณาบทเฉพาะกาลในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้"


ขณะที่นายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. ก็ระบุทำนองเดียวกันว่า “หากนายกฯที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับ เมื่อประเทศไทยยังคงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรนับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวรวมเข้ากับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย”


ชัดเจนแบบไม่ต้องโต้แย้งสงสัย เจตนารมณ์สำคัญคือ ไม่ว่าใครก็ตามย่อมไม่สามารถเป็นนายกฯได้เกินกว่า 8 ปี ลึกลงไปในเจตนารมณ์ หรือถึงขั้นต้องเข้าเครื่องจับเท็จพิสูจน์ทราบในกมลสันดาน นั่นก็คือมุ่งหวังตั้งใจไม่ให้เกิดการผูกขาดทางอำนาจทางการเมืองยาวนานเกินไป นำไปสู่วิกฤติการเมือง


เสียงลือเล่าอ้างนินทาที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ณ โมงยามนั้นว่า โมเดลการออกแบบรัฐธรรมนูญ2560 มีโจทย์ สมการ "พรรคเพื่อไทย"เป็นหัวข้อใหญ่ คิดอ่านวางกติกาเพื่อปิดทาง หักล้าง สร้างข้อจำกัด ทุกแง่มุม ทุกรูทุกช่อง แรกๆก็ไม่เชื่อ ทำนองว่ากล่าวหากันเกินไป แต่พอเวลาผ่านไป ฤทธิ์เดชของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มันมีผลเช่นนั้นจริงๆ ดังนั้นเจตนาของนายกฯ 8 ปี ก็คือการจำกัดเครือข่ายผลผลิตพรรคเพื่อไทย ไม่ให้ซ้ำรอยความยิ่งใหญ่ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แม้ว่าอาจไม่เกิดขึ้นจริง หรือเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้จึงเขียนดักทางไว้ก่อน "แบบหลวมๆ"


แต่อนิจจากาลกลับตาลปัตร ใครจะคาดคิดว่าสิ่งที่เขียนไว้จะกลายเป็นหอกย้อนศรมาทิ่มแทงตัวเอง ชั่วโมงนี้ กรธ. คงพูดไม่ออกบอกไม่ถูก พูดมากก็ไม่ได้ ที่ออกมาพูดก็ดูแล้วจะเสียคนมากกว่า พูดมาได้ ข้างๆ คูๆ ความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความเห็นองค์รวม และเชื่อเหลือเกินว่าความเห็นองค์รวมจะออกมาเป็นอีกแบบ ดูถูกสติปัญญาความคิดตัวเองให้ชาวบ้านฟัง คนแบบนี้ก็แปลก มาไกลขนาดนี้ได้ยังไง 


กองเชียร์ลุงตู่ก็แข่งกันออกมาสอพลอ ชี้นำความคิด หิ้วปีกหนีความจริง เถียงแบบดื้อๆ ด้านๆ ดิ้นพราดๆ สรุปว่าไม่ให้นับเวลานายกฯช่วงรัฐประหาร พลิกตำรากฎหมายแง่มุมพิสดารมาหาข้ออ้างสนับสนุน แต่เหมือนกำลังด้อยค่าตัวเอง เชิดชูนายกฯที่มาจากอำนาจพิเศษ กลไกรัฐประหาร จิตใจถอยห่างคำว่า "ประชาธิปไตย" มากขึ้นทุกวัน ไม่รู้ว่าขายวิญญาณไปตั้งแต่ไปเมื่อไหร่ 


เดินไปไหนคงมีแต่คนนินทา หมาดูถูก ถ้าเป็นอาจารย์ก็อย่าไปสอนวิชาการเมือง การปกครอง ให้นิสิต นักศึกษา มันรุมถอนหงอกเลย หัวจะล้านเอาง่ายๆ


สิ่งที่กำลังทำไม่รู้จงใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ออกหน้าออกตาสนับสนุนเผด็จการ เครือข่ายอำนาจรัฐประหาร จนไม่เหลือยางอาย วิถีการเมือง วิถีบ้านเมือง เป้าหมายแจ่มชัดมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ โคตรเหง้าสักหลาด คือการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นๆ ช่วงเวลานี้รู้อยู่แล้วประชาธิปไตยยังไม่เต็มใบ อิสระเสรีภาพยังไม่เต็มที่ แค่เดินหน้าชักช้าก็ถือว่าผิด รู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว


แต่คนบางพวก มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ เผลอเมื่อไหร่ก็แย่งไม้พายไปจ้วงถอยหลัง ไม่รู้ว่าอุดมการณ์ส่วนตัว หรือวิถีความคิดชีวิตจิตใจฝักใฝ่ระบอบอื่นใด แต่หลักยึดประเทศไทยคือประชาธิปไตยเท่านั้น ถ้ายังไม่เข้าใจก็ต้องเข้าใจไว้ด้วย แม้ว่าในทางร้ายที่สุดจะไม่สนับสนุนประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ชักพาประเทศไปสู่ระบอบอื่นใด 


กฎหมายรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัด เป็นหลักสำคัญทุกฉบับเรื่อยมา หากคิดเป็นอื่นเข้าข่ายถึงกบฏ ไม่สามารถอยู่ที่นี่ไม่ได้ แม้เผอิญว่าชีวิตจะได้ดิบได้มีผลประโยชน์จากสิ่งแปลกปลอมประชาธิปไตย แต่ระวังล้ำเส้นเกินไปจะอยู่แบบไม่มีความสุข


กระนั้นก็ดี ประเทศนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ณ พ.ศ.นี้ ไม่แน่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอาจออกมาตรงกันกับนักวิชาการ กองเชียร์ลุงตู่ ก็ได้ "มิสชั่นอิมพอสซิเบิ้ล"ในทางการเมืองเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่้งในช่วงทศรรษนี้ และถ้ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็คงไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้ว บอกตรงๆ ไม่อยากได้ยินคำตอบเลย เพราะมีอยู่ในใจแล้ว มันท้อแท้หดหู่ยังไงก็ไม่รู้!!