닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บ2ำพะพำะ

ส่อแววไม่ชี้มูล “บิ๊กโจ๊ก” คดีเว็บพนันมินนี่ 



แหล่งข่าวจากสำนักงานปปช.แจ้งว่า เร็วๆนี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีเว็บพนันมินนี่ ที่มีนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการปปช.ทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาสำนวนที่สำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ1 นำเสนอให้คณะอนุกรรมการฯลงมติ หลังจากวันที่ 4 มี.ค.2567 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีพลตำรวจเอกวัชรพล ประสานราชกิจ ประธานปปช.ในขณะนั้นทำหน้าที่ประธานการประชุม  โดยที่ประชุมมีมติ 4 ต่อ 1 เสียง ให้ สำนักงานป.ป.ช. รับสำนวนคดีกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.กับพวกอีก 5 ราย มีส่วนเกี่ยวพันกับคดีเว็บพนันออนไลน์ ”มินนี่” ไว้ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนทางกฎหมาย ตามที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ส่งเรื่องมาให้สำนักงานป.ป.ช.ดำเนินการ (ตามพ.ร.บ.ปปช. มาตรา61)  
 
แหล่งข่าวจากสำนักงานปปช.ระบุว่า ที่ผ่านมาสื่อมวลชนเสนอข่าวเรื่องสำนวนของบก.ปปป.1420 หน้า  ซึ่งส่งให้สำนักงานป.ป.ช.พิจารณาลงโทษบุคคลในสำนักงานป.ป.ช.   โดยระบุว่าบุคลากรและคนใกล้ชิดของสำนักงานปปช. หลายคน ร่วมรับตั๋วเครื่องบินที่ชำระจากบัญชีม้าที่ พ.ต.ท.คริษฐ์  ปริยะเกตุใช้ชำระค่าตั๋วเครื่องบินให้ไป จ.สงขลา เพื่อไปจัดทำบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ โดยหนึ่งในนั้นคือนายสมบัติ ธรธรรม  อดีตอนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ 1 (กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และอดีตที่ปรึกษากรรรมการปปช.หลายสมัย  โดยพบว่าในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นายสมบัติได้ทำหนังสือถึง นายเอกวิทย์เพื่อยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ (นายสมบัติสังกัดนายเอกวิทย์) ซึ่งมีใจความว่า  ขอลาออกและให้มีผลวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา
 
“โดยมีกระแสข่าวช่วงนี้ว่า คณะอนุกรรมการฯอาจจะเสนอความเห็นให้ยุติเรื่อง และทราบว่าหากมติอนุกรรมการฯที่เสนอยุติเรื่องนี้  อาจจะชี้มูลเพียงว่าพ.ต.ท.คริษฐ์  มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดโดยลำพัง และไม่มีส่วนเชื่อมโยงไปยังพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์แต่อย่างใด  ทั้งๆที่สำนวนบก.ปปป.1420หน้าชี้มูลว่า นายสมบัติ และพวกร่วมกระทำผิดหลายวาระกับพ.ต.ท.คริษฐ์ ในการตบแต่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์และภรรยาหลายวาระ โดยบก.ปปป.ยังระบุว่าพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ พ.ต.ท.คริษฐ์และนายสมบัติ ติดต่อกันเป็นระยะในเรื่องนี้ และยังพบว่าพ.ต.ท.คริษฐ์ ยังรับเงินและจ่ายเงินจากบัญชีม้าจำนวนมากไปชำระค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ หลายครั้ง โดยที่พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์รับรู้ แต่น่าสังเกตว่านายสมบัติ ที่ถูกกล่าวหานั้นมีความใกล้ชิดนายเอกวิทย์ แต่เหตุใดสำนักงานป.ป.ช.ยังมอบให้นายเอกวิทย์กำกับดูแลสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐฯ ทั้งนี้ ที่ต้องพิจารณาสำนวนของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์กับพวก รวมทั้งยังไม่มีความคืบหน้าการชี้มูลความผิดกับบุคลากรของสำนักงานปปช.ที่ถูกบก.ปปป.ชี้มูลว่ากระทำผิด”แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช.กล่าว
 
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช.กล่าวว่า  หากอนุกรรมการฯชี้มูลตามกระแสข่าวนี้ก่อนจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาในลำดับต่อไป  และหากคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการฯเสนอขึ้นมา สำนักงานป.ป.ช.ต้องคืนสำนวนนี้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับไปดำเนินการ
 
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช.แจ้งว่า ดังนั้นต้องพิจารณาและติดตามว่านายเอกวิทย์ จะชี้แจงกับที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.อย่างไรตามที่คณะอนุกรรมการฯเสนอให้ยุติเรื่อง เพราะตอนนี้ผู้ต้องหาในคดีมินนี่นั้น สำนักงานอัยการสูงสุดมีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้วหลายรายและสำนักงานปปง.ยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ยึดทรัพย์สินพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และภรรยา จากการกระทำผิดมูลฐานเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความผิดฐานฟอกเงิน ตกเป็นของเเผ่นดิน  ในส่วนที่เกี่ยวพันกับเว็บพนันออนไลน์วงเงิน4.8แสนบาท โดยเงินดังกล่าวเป็นเงินที่มีการนำเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ไปชำระเบี้ยประกันชีวิตบางส่วน ตามสัญญาประกันชีวิตของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และภรรยา ต่อมาผู้เอาประกันได้เวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต รวม 3 รายการ มูลค่า4.8 แสนบาท
 
 
“ซึ่งเป็นการยืนยันชั้นต้นแล้วว่า  พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์มีการรับเงิน มีการฟอกเงินจากเว็บพนันออนไลน์ตามเส้นทางการเงิน พยานหลักฐานและการวินิจฉัยของสำนักงานปปง.ที่เสนอยึดทรัพย์พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์และภรรยา หากคณะอนุกรรมการไต่สวนฯสำนักงานป.ป.ช.จะเสนอให้ยุติเรื่องที่กล่าวหาพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ต่อที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.จริงนั้น  จะต้องชี้แจงให้ได้ว่าทำไมมีมติแบบนั้น เพราะกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างน้อย (นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข) เมื่อวันที่4มีนาคม2567 เสนอว่าป.ป.ช.ไม่มีอำนาจพิจารณาคดี  เพราะคดีนี้เกี่ยวกับการฟอกเงิน ตรงนี้จะเกิดความขัดแย้งกันเองในการวินิจฉัยของสำนักงานป.ป.ช.และอาจเกิดช่องว่างที่บางฝ่ายอาจนำไปฟ้องร้องสำนักงานปปช.ได้ว่าอาจผิดมาตรา157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา”
 
แหล่งข่าวจากสำนักงานปปช.แจ้งว่าหากเป็นไปตามนั้นจริง อาจส่งผลกับการพิจารณาสำนวนต่างๆที่กล่าวหาพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์กับพวกตามที่สำนักงานป.ป.ช.กำลังพิจารณา และอาจเกิดข้อขัดแย้งระหว่างสำนักงานป.ป.ช.กับสำนักตำรวจแห่งชาติ  เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า คดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์กับพวกว่าฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว หากพบพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นไปตามข้อกล่าวหา สำนักงานป.ป.ช.ต้องส่งสำนวนนี้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับไปดำเนินการ เนื่องจากกฎหมายระบุว่าหากการกระทำผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินนั้น สำนักงานปปช.ไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณา
 
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช.แจ้งว่า   ช่วงนั้นพบว่านายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการสำนักงานป.ป.ช.ในขณะนั้นให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 4 ต่อ 1 เสียงให้รับสำนวนนี้ไว้พิจารณา โดยอ้างว่าพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการกระทำผิด ดังนั้นจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานป.ป.ช.ที่จะรับสำนวนนี้ไว้ดำเนินการ
 
เเหล่งข่าวจากสำนักงานปปช.กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกต ว่า หากอนุกรรมการฯชุดของนายเอกวิทย์ พิจารณาว่าพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ไม่มีความผิด เพราะพ.ต.ท.คริษฐ์ รับผิดแทนแล้ว ข้อกล่าวหา อื่นๆ เช่น รับเงินเกิน 3,000 บาท หรือ ร่วมฟอกเงิน จะทำอย่างไรเเละยังมีเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สินฯ การแจ้งข้อมูลเท็จ ต่อสำนักงานป.ป.ช. รวมไปถึงกรณี ร่ำรวยผิดปกติ จากทรัพย์ที่ได้มา จะดำเนินการอย่างไรเพราะบุคลากรในสำนักงานปปช.วิจารณ์ ว่า คณะกรรมการปปช .ชุดนี้ ทำไมไม่ดำเนินการ เปลี่ยนกรรมการปปช.เจ้าของสำนวนและ เปลี่ยนสำนักไต่สวน เพื่อให้สิ้นข้อ ครหา และ ข้อสงสัยของประชาชนทั่วไป 
ว่า สำนักงานป.ป.ช.ทำงานโปร่งใส


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากกระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะเกิดปัญหาในการดำเนินคดีกับพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์อีกหลายวาระ หากสำนักงานปปช.มีมติให้ยุติเรื่องดังกล่าว พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์อาจจะฟ้องร้องนายหรัฐมนตรีในฐานะประธานก.ตร.รวมทั้งผบ.ตร.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก.ตร. และกพค.ตร. รวมทั้งภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่มีมติให้พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องรับสำนวนไว้พิจารณาอย่างไม่เป็นธรรมและไม่มีอำนาจหน้าที่กับคดีต่างๆตามที่พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ตกเป็นผู้ต้องหา ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ฟ้องคดี ตรงนี้อาจจะมีผลกระทบอย่างแน่นอน
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เร็วๆนี้พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.จะลงนามแต่งตั้งรองผบ.ตร.คนหนึ่งมาปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงพล.ต.อ.สุรเชษฐ์พร้อมพวก รวม 5 คน ว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงจนถูกออกจากราชการไว้ก่อนแทนพลตำรวจเอกสราวุฒิ การพานิช อดีตรองผบ.ตร.และอกัตปรานคณะกรรมการฯที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไปให้เสร็จสิ้นว่า พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์และพวกกระทำผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ หากผลการสอบสวนพบว่ากระทำผิดร้ายแรง บทลงโทษคือไล่ออกหรือปลดออกจากราชการทันที