สำนวนอนุฯ ป.ป.ช. “บิ๊กต่อ” พบความผิดปกติเพียบ!
โพสต์เมื่อ : 19 ธ.ค 2567 เวลา 19:3 น.
สำนวนอนุฯ ป.ป.ช. “บิ๊กต่อ” พบความผิดปกติเพียบ!
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่ากรณีกล่าวหา พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับพวก เรียกรับเงินหรือทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์และธุรกิจผิดกฎหมายอื่นจำนวน 18 ประเภท คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารายงานการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเห็นว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอ จึงมีมติรับเรื่องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงนั้น
เมื่อวันที่25พย.ที่ผ่านมา มติการประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหา ประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ1 สำนักงานปปช.ที่มีนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการปปช.ทำหน้าที่ประธานอนุกรรมการได้พิจารณาเรื่องกล่าวหาพลตำรวจเอกต่อศักดิ์กับพวกว่า
ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กลุ่มผู้ต้องหาคดีการพนันออนไลน์Venusmaster /Queenmafia/ BNKMASTER คือนางสาวพิมพ์พิไล ปล้องอ่อน จะโอนเงินไปยังบัญชีของนายณัฐพงศ์ นาโสม นายคชาชาญ แพทย์วรกุล นายอนันทชัย ด่านชัย โดยจะมีดต.อภิชาติ สุวรรณเพ็ชร(ดาบยาว)เป็นผู้สั่งการให้ใช้จ่ายเงินทุกครั้ง บ่งชี้สถานะของทั้งสามคนว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจ จึงไม่น่าเชื่อว่าเป็นเจ้าของบัญชีที่แท้จริง แต่เป็นบัญชีของดาบยาวที่ใช้คนอื่นถือแทนเพื่อไม่ให้มีความเชื่อมโยงถึงตนเองโดยตรงและพฤติการณ์การใช้เงินดังกล่าว ดาบยาวจะสั่งการให้โอนเงินเป็นค่าใช้จ่ายของพลตำรวจเอกต่อศักดิ์และครอบครัวโดยไม่พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์พิเศษอื่นใดที่ต้องโอนเงินเป็นค่าดูแล
ช่วงเวลาที่พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ทำบุญและมีการโอนเงินให้วัดจำนวนสองแห่งรวมถึงโอนเงินให้บุคคลใกล้ชิดจากบัญชีของนายณัฐพงศ์และนายคชาชาญต่อเนื่องกันมา ไม่ปรากฏว่าเคยมีผู้ใดปฏิเสธการรับเงินรวมถึงไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินว่ากลุ่มดังกล่าวคือผู้ใดและเหตุใดจึงโอนเงินให้ จนกระทั่งสืบสวนขยายผลพบว่าดาบยาวกับพวกมีส่วนร่วมกระทำผิดเรียกรับสินบนและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตจากการจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์จึงมีการปิดบัญชีเพื่อป้องกันการถูกอายัดและไม่มีการทำธุรกรรมกันอีก
น่าเชื่อว่าพลตำรวจเอกต่อศักดิ์รู้เห็นและยินยอมให้ดาบยาวนำเงินจากบัญชีนายณัฐพงศ์ไปทำบุญในนามตนเองและเป็นค่าใช้จ่ายคนในครอบครัวโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเอง ถือได้ว่าพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ได้รับทรัพย์สินฯอันอาจคำนวณเป็นเงินได้นอกเหนือจากทรัพย์สินฯอันควรได้ตามกฎหมายเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ จึงมีข้อมูลเพียงพอที่จะไต่สวนพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ พตท.สุรกุล ธัญสิริดำรง(รองฝาง) ดาบยาว นายณัฐพงศ์ นายคชาชาญ นายอนันทชัย นางสาวพิมพ์วิไล และพตท.วีรวัฒน์ เจริญศิลป์ หากพบผู้ร่วมกระทำผิดอื่นให้ไต่สวนในคราวเดียวกัน
ส่วนนางนิภาพรรณ สุขวิมลและคนในครอบครัวเป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากการโอนเงินของนายณัฐพงศ์ที่โอนเงินตามคำสั่งของดาบยาว ในชั้นนี้ไม่มีพฤติการณ์พิเศษบ่งชี้ว่าเป็นผู้ใช้ฯเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดจึงไม่ไต่สวนบุคคลดังกล่าว หากการไต่สวนพลตำรวจเอกต่อศักดิ์กับพวกพบพฤติการณ์/มีพยานหลักฐานก็ให้ไต่สวนบุคคลดังกล่าวต่อไปและไม่รับพิจารณากรณีดญ.เบญจมาภรณ์ สุขวิมลและพวกที่ได้รับเงินโอนจากนายณัฐพงศ์ตามคำสั่งของดาบยาวเพราะดญ.เบญจมาภรณ์กับพวกไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิดกับพลตำรวจเอกต่อศักดิ์
ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่อง/ข้อมูลที่เกี่ยวกับทรัพย์สินและเส้นทางการเงินของพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ /รองฝาง/ดาบยาว/พตท.วีรวัฒน์ให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินดำเนินการก่อนที่จะส่งเรื่องให้สำนักไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง และมีมติส่งเรื่องให้สำนักงานปปง.ดำเนินการเกี่ยวกับความผิดการจัดให้มีการเล่นพนันกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง และมีมติให้ส่งเรื่องให้ผบ.ตร.ดำเนินการกรณีที่นายณัฐพงศ์ นายคชาชาญ นายอนันทชัยใช้กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ(คอมมานโด) บช.ก.ซึ่งเป็นสถานที่ราชการเป็นสถานที่พักอาศัยและประกอบธุรกิจโรงเลี้ยงให้กับตำรวจ ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์ของสตช.ที่ให้ผู้ต้องหาคดีอาญาใช้เป็นที่พักพิงว่าเหมาะสมหรือไม่ และมีมติให้กรมสรรพากรดำเนินการเกี่ยวกับภาษีเงินได้ของดาบยาว นายณัฐพงศ์ นายคชาชาญและนายอนันทชัยซึ่งอ้างว่ามีรายได้จากการให้กู้ยืมเงิน ธุรกิจก่อสร้างและกิจการโรงเลี้ยงว่าได้เสียภาษีเงินได้โดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯในกรณีของพลตำรวจเอกต่อศักดิ์และพวกนั้น มีความแตกต่างในสาระสำคัญหลายประเด็นหากเปรียบเทียบกับกรณีของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาลกับพวก เช่น ให้ตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้ของผู้ถูกกล่าวหา(ดาบยาวและพวก) แต่กรณีของพตท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ที่พบว่ามีเงินจากบัญชีม้าหกบัญชีและเงินส่วนตัว รวมวงเงินกว่า220ล้านบาท แต่คณะอนุกรรมการฯกลับไม่มีการให้ตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้ของพตท.คริษฐ์ รวมทั้งไม่มีการให้ตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้ของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์และภริยาที่พบการถอนเงินจากบัญชีกว่า76.9ล้านบาทเพราะหากเทียบรายได้จากเงินเดือนของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์และเงินที่อ้างว่าได้มาจากพ่อตา(นายบัญชา พานิชพงศ์)รวมทั้งเงินจากดต.ไสว หักพาลและเงินราชการลับ เป็นต้น ว่ามีที่มาของเเหล่งเงินโดยชอบหรือไม่ ซึ่งสำนวนของบก.ปปป.1420หน้าที่ส่งให้สำนักงานปปช.นั้นระบุว่าพตท.คริษฐ์ประสานงานกับนางสาว”ส.”อดีตข้าราชการสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 5 ช่วยตรวจสอบการยื่นแบบการเสียภาษีของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์เพื่อนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายและตกแตงบัญชีทรัพย์สินฯเกี่ยวกับเงินที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ซื้อปืนกว่าสองร้อยกระบอก โดยนางสาว”ส.”ขอให้พตท.คริษฐ์ย้ายนายตำรวจชั้นประทวนคนหนึ่งจากบก.อคฝ.ไปสังกัดสน.แห่งหนึ่งของบช.น.ด้วย
รวมทั้งการไม่เสนอให้ส่งเรื่องที่พตท.คริษฐ์ยอมรับว่าถือบัญชีม้าไว้หกบัญชีซึ่งเป็นบัญชีที่รับเงินจากเว็บพนันออนไลน์เพื่อให้สำนักงานปปง.ดำเนินการ แต่กรณีของดาบยาวและพวก อยุกรรมการฯกลับมีมติส่งให้สำนักงานปปง.ดำเนินการบนความผิดจัดให้มีการเล่นการพนัน ซึ่งสองกรณีนี้เป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงินเช่นกัน
และยังพบว่านายพิพิธ สุขเกษม พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักงานปปช.ที่มีส่วนร่วมในการพิจารณาสำนวนของพลตำรวจเอกต่อศักดิ์กับพวกนั้น สำนวนของบก.ปปป.ที่ส่งให้สำนักงานปปช.ดำเนินการลงโทษพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ /พตท.คริษฐ์ /บุคลากรของสำนักงานปปช.สามคนและอั้ง เมืองชล เซียนพระชื่อดังว่า ร่วมกระทำผิดในการตกแต่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์และนางศิรินัดดาที่ต้องยื่นต่อสำนักงานปปช.หลายรายการโดยพบว่าหนึ่งในบุคลากรของสำนักงานปปช.ซึ่งบก.ปปป.ชี้มูลความผิดคือ นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ 1 (กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และผู้ทรงคุณวุฒิประจำตัวนายเอกวิทย์นั้น บก.ปปป.พบว่า นายสมบัติแนะนำให้พตท.คริษฐ์รู้จักกับนายพิพิธ โดยนายพิพิธส่งข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองและคนในครอบครัวเพื่อให้พตท.คริษฐ์ประสานรพ.ตำรวจในการทำเวชระเบียนผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการรักษาพยาบาลที่รพ.ตำรวจ ดังนั้นการที่ให้นายพิพิธมาร่วมทำหน้าที่ในการกล่าวหาพลตำรวจเอกต่อศักดิ์นั้นอาจมีส่วนผิดปกติในการพิจารณา เพราะนายพิพิธรู้จักกับพตท.คริษฐ์และเคยขอความช่วยเหลือกัน
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าพิจารณาคือ อนุกรรมการฯเชื่อว่าพลตำรวจเอกต่อศักดิ์รับรู้การกระทำของดาบยาวในการรับเงินบัญชีม้าของเว็บพนัน แต่ในกรณีของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์นั้น อนุกรรมการฯพิจารณาว่า พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ไม่ได้รับรู้การกระทำของพตท.คริษฐ์เกี่ยวกับการใช้บัญชีม้า ทั้งๆที่ข้อมูลจากสำนวนบก.ปปป.ที่ส่งให้สำนักงานปปช.พิจารณานั้นระบุชัดเจนว่า พตท.คริษฐ์รายงานการดำเนินการต่างๆทางการเงินให้พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์รับรู้มาโดยตลอด ซึ่งต้องติดตามว่าการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมคดีของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับพวกในลำดับต่อไปนั้นสำนักงานปปช.จะนำสำนวนของบก.ปปป.มาร่วมพิจารณาด้วยหรือไม่
z-z1603487247937.jpg)