สภาลงมติคว่ำรายงานนิรโทษกรรม
โพสต์เมื่อ : 24 ต.ค 2567 เวลา 10:55 น.
สภาลงมติท่วมท้น คว่ำรายงานนิรโทษกรรม 270 ต่อ 152 เสียง เมิน ปชน.ตื้อรวมคดี 112 ได้อานิสงส์ล้างผิด “จาตุรนต์” ให้ตั้งสติอย่าแข่งความจงรักภักดี “จุรินทร์” ใส่ยับ หวั่นสารตั้งต้นจุดไฟขัดแย้งรอบใหม่
วันที่ 24 ต.ค. 2567 ที่ รัฐสภา เข้าสู่วาระการพิจารณาลงมติรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการตราร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ค้างต่อเนื่องจากการพิจารณาสัปดาห์ที่แล้ว มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ก่อนการลงมตินายพิเชษฐ์เปิดโอกาสให้กมธ.และสมาชิกอภิปรายเพิ่มเติม น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายสนับสนุนการนิรโทษกรรมทุกคดี
ที่ผ่านมากมธ.เชิญแกนนำทุกสีมาให้ข้อมูลนิรโทษกรรม ทุกคนเห็นด้วยให้นิรโทษกรรม คดีมาตรา112 ไม่อยากให้ถ่วงการก้าวข้ามความขัดแย้ง โดยทิ้งใครไว้ข้างหลัง ความผิดมาตรา112 มีเป็นพันคดี ไม่ใช่แค่หลักร้อย ให้เปิดใจให้โอกาสประชาชนที่มีคดีมาตรา112 กลับมาใช้ชีวิตปกติเหมือนที่พวกท่านจับมือกันตั้งรัฐบาล
นายชัยธวัช ตุลาธน กมธ. อภิปรายว่า การยกเว้นนิรโทษกรรม เฉพาะคดีมาตรา112 ต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ให้เกิดความรู้สึกทางลบต่อสถาบัน การนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จะฟื้นความสัมพันธ์อันดีของประชาชนต่อสถาบัน คดีมาตรา112เป็นความขัดแย้งที่มีนัยยะแหลมคมทางการเมือง ถ้าไม่นิรโทษจะคลี่คลายความขัดแย้งได้หรือไม่ อย่างน้อยควรมีพื้นที่ให้ยอมรับได้คือ นิรโทษกรรมดคีมาตรา112 แบบมีเงื่อนไขคือ มีคณะกรรมการนิรโทษกรรม มาพิจารณารายละเอียด พฤติการณ์คดีความผิดมาตรา112 เป็นรายกรณีว่า สมควรได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ เปิดโอกาสผู้ถูกกล่าวหาพูดข้อเท็จจริงอะไรเป็นแรงจูงใจทางการเมืองให้ทำผิด ไม่อยากให้คนเห็นต่าง ถูกมองเป็นศัตรู
นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ขอให้สภาตั้งสติการนิรโทษกรรม ควรตั้งคำถามคดีมาตรา112ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องความขัดแย้งการเมือง ต้องไปศึกษาจะมีกระบวนการทางกฎหมายอย่างไร วาระนี้ไม่ใช่วาระที่พรรคการเมืองจะมาแข่งแสดงความจงรักภักดี ที่ผ่านมาเคยนิรโทษกรรม เหตุการณ์ 6ต.ค.2519 ก็มีคดีมาตรา112 อยู่ด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทำผิดมาตรา112 แต่ถูกกลั่นแกล้งใส่ร้าย จึงต้องนิรโทษกรรม ในประวัติศาสตร์ขอให้ไปดูประชาชนไม่เคยทำผิดซ้ำหลังนิรโทษกรรม มีอยู่เรื่องเดียวที่ได้รับนิรโทษกรรมแล้วทำผิดซ้ำคือ การรัฐประหาร สภาควรให้ความเห็นชอบข้อสังเกตกมธ. ไปพิจารรณากฎหมายนิรโทษกรรม ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยความรอบคอบในอนาคต
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า รายงานและข้อสังเกตกมธ.จะนำไปสู่ความแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศ เหมือนตอนผลักดันพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย เพราะรายงานฉบับนี้จะถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้น ออกกฎหมายนิรโทษกรรม นำไปสู่ความแตกแยกอีกครั้ง ตัวรายงานระบุว่า ทางเลือกนิรโทษกรรมมาตรา 112 ไว้ 3ทาง หมายความว่าจะเลือกทางใดก็ได้ ขณะที่ข้อสังเกตของกมธ. อาทิ ข้อ9.1ระบุให้ครม.ควรพิจารณารายงานของกมธ.เป็นแนวทางตรากฎหมายนิรโทษกรรม แสดงว่า ถ้ารัฐบาลจะเลือกนิรโทษกรรม มาตรา112 หรือเลือกนิรโทษกรรม มาตรา112 แบบมีเงื่อนไขก็ทำได้ ข้อ9.5ระบุว่า ระหว่างยังไม่มีการตราพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ครม.ควรกำหนดให้หน่วยงานรัฐในกระบวนการยุติธรรมไปดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ให้อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องตามพ.ร.บ.องค์กรอัยการ ปี2553 หรือให้ศาลเลื่อน จำหน่ายคดี ปล่อยตัวชั่วคราว เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ และข้อ 9.6ให้คืนสิทธิทางการเมืองแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรม เป็นการรวมการกระทำมาตรา110และมาตรา112ด้วย
หลังจากสมาชิกอภิปรายครบถ้วนแล้ว ในช่วงที่จะลงมติข้อสังเกตรายงานกมธ.นั้น นายพิเชษฐ์ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ขอให้สมาชิกที่ไม่เห็นด้วยกับการรับข้อสังเกตรายงานของกรรมาธิการฯ ฉบับนี้ ให้เสนอเป็นญัตติขึ้นมาเพื่อให้มีการลงมติ ทำให้นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงแสดงความไม่พอใจ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว ชี้หน้าไปยังนายพิเชษฐ์ว่า ตามข้อบังคับไม่จำเป็นต้องมีการเสนอญัตติ แค่ให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าวเท่านั้น จะเสนอญัตติทำไม ถ้าทำไม่ได้ให้เปลี่ยนให้รองประธานสภาฯ คนที่ 2 มาทำหน้าที่แทน ทำให้นายพิเชษฐ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเช่นกันว่า “อย่าชี้หน้า อยากเป็นก็ให้ขึ้นมา”
จากนั้น เวลา 16.40 น. ที่ประชุมลงมติข้อสังเกตรายงานกมธ. ปรากฏว่า ที่ประชุมลงไม่เห็นชอบข้อสังเกตกมธ.ด้วยคะแนน 270 ต่อ 152 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ทำให้ข้อสังเกตตกไป โดยสภาฯจะส่งเฉพาะตัวรายงานให้ ครม.เท่านั้น
z-z1603487247937.jpg)