สทนช. สั่งเฝ้าระวังระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่แม่น้ำท่าจีนขั้นวิกฤต
โพสต์เมื่อ : 16 ก.ย 2568 เวลา 2:34 น.
สทนช. สั่งเฝ้าระวังระดับน้ำ หลังฝนถล่มหนัก แม่น้ำเจ้าพระยาทะลักล้นตลิ่ง ท่วมชุมชนภาคกลาง เร่งระบายลงอ่าวไทย ขณะที่แม่น้ำท่าจีนขั้นวิกฤต น้ำทะเลหนุน-สิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ
วันที่ 16 ก.ย. 2568 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงขึ้นและล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำและริมแม่น้ำ โดยเฉพาะระดับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ 2,224 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลลงมาสมทบที่อัตรา 102 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,414 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเป็นการช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้คงอัตราการระบายที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำออกทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากต้องรับปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ประกอบกับ ผลกระทบจากระดับน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนในหลายพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร โดย สทนช. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบให้เร็วที่สุด เบื้องต้น กรมชลประทาน ได้เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 32 เครื่อง ทั้ง 6 จุดในพื้นที่จังหวัดนครปฐมเสร็จเรียบร้อยแล้ว คือ บริเวณประตูระบายน้ำคลองบางพระ - สะพานวัดสำโรง - สะพานรวมเมฆ - สะพานสาย 8 - สะพานทรงคะนอง และสะพานโพธิ์แก้ว เร่งการระบายน้ำให้ไหลออกสู่อ่าวไทยได้เร็วขึ้น ส่วนกรมเจ้าท่าได้เร่งประสานการเคลื่อนย้ายเรือลำเลียงสินค้าและเรือที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเปิดเส้นทางน้ำให้กว้างขึ้นและเพิ่มความคล่องตัวในการระบายน้ำ ลดผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำให้ได้มากที่สุด
สำหรับแม่น้ำท่าจีน ถือเป็นเส้นทางระบายน้ำสายหลักของแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลางก่อนระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ผ่านระบบชลประทานที่เชื่อมโยงกันทั้งลุ่มน้ำ ปัจจุบันยังประสบข้อจำกัดทั้งการระบายน้ำช้าจากภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่ม ปัญหาตะกอนทับถมทำให้ลำน้ำตื้นเขิน ความคดเคี้ยวของลำน้ำ รวมถึง ผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนที่จังหวัดสมุทรสาคร ขณะเดียวกันสิ่งปลูกสร้างและการขยายตัวของชุมชนยังกีดขวางเส้นทางน้ำ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายน้ำด้วย โดย สทนช. จะติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน
z-z1603487247937.jpg)