닫기

เนสกาแฟ

สงครามกาแฟ กับธรรมาภิบาลที่แตกต่าง


 
​“กรรมการบริษัทนะเหรอ ใคร ๆ ก็เป็นได้ถ้าผู้ถือหุ้นเลือกมา” ข้อความนี้อาจเป็นความจริงในประเทศไทย แต่ในสวิสเซอร์แลนด์แล้วคนละเรื่องกัน  คนที่จะมาเป็นกรรมการบริษัทตามกฎหมายสวิสเซอร์แลนด์ได้นั้นต้องมีความซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นสูงมาก และเป็นตำแหน่งที่ได้รับค่าตอบแทนสูงมาก ดังนั้น ความโปร่งใส จริยธรรม และธรรมาภิบาลของกรรมการบริษัทจึงต้องสูงเป็นเงาตามตัว

​ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่เนสท์เล่บอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนกับคุณประยุทธ มหากิจศิริ ที่ต่างฝ่ายต่างถือหุ้นกันคนละ 50 เปอร์เซนต์ในบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด หรือ คิวซีพี เพื่อผลิตกาแฟสำเร็จรูปภายใต้  แบรนด์ “เนสกาแฟ” ส่งขายให้กับเนสท์เล่ ที่ทำกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2533 โดยมีคุณประยุทธ เป็นประธานกรรมการบริษัท จนทำให้คุณประยุทธ โด่งดังในวงการกาแฟไทย และเป็นที่รู้จักในฉายา “เจ้าพ่อเนสกาแฟ”

​ชื่อเสียงที่โด่งดังและค่าตอบแทนที่สูง ก็ย่อมต้องตามมาด้วยความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ด้วยเสมอ ตำแหน่งประธานบริษัทย่อมเป็นหน้าเป็นตาของบริษัท  แม้ว่าคิวซีพีจะเป็นบริษัทร่วมทุนคนละครึ่งระหว่างคุณประยุทธกับเนสท์เล่  แต่ก็เป็นที่รู้รับกันว่าเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของเนสท์เล่ เพราะทั้งสูตรการผลิต เครื่องจักร ระบบไอทีและซอฟแวร์ ผู้ควบคุมกระบวนการผลิต รวมทั้งการพัฒนาพันธุ์กาแฟให้เกษตรกรที่ส่งเมล็ดกาแฟมาขายคิวซีพี ล้วนเป็นความรู้และเทคโนโลยีของเนสท์เล่  และในสายตาของตลาดโลกที่มองเข้ามา คิวซีพี คือโรงงานผลิตกาแฟของเนสท์เล่ แม้ว่าเนสท์เล่จะถือหุ้นเพียงครึ่งเดียว แต่ก็ควบคุมการบริหารจัดการและการผลิตของโรงงานกาแฟสำเร็จรูปของคิวซีพีไว้ทั้งหมด ส่วนคุณประยุทธ เป็นเพียงหัวโขนเนสกาแฟในไทยเท่านั้น
​แต่เมื่อหัวโขนที่สวมใส่ เปลี่ยนจากบทพระไปเป็นบทยักษ์ แน่นอนว่าย่อมทำให้เจ้าของแบรนด์ตัวจริงเริ่มอึดอัดและเดือดร้อน เพราะกลัวว่าจะกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของแบรนด์เนสกาแฟในตลาดโลก ยิ่งไปกว่านั้น อาจกระทบต่อ “บรรษัทภิบาลหรือ corporate governance” ของบริษัทแม่ในสวิสเซอร์แลนด์ไปด้วย

​ภาพลักษณ์ของคุณประยุทธ ในบริบทของธรรมาภิบาล เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่การก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองและได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมที่สูงมาก เป็นตำแหน่งที่ต้องมีความโปร่งใส จริยธรรม และธรรมาภิบาลสูงมาก ๆ ในสายตาของชาติยุโรปและอเมริกา แต่คุณประยุทธ กลับถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่ายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลเมื่อปี 2544 และสั่งลงโทษห้ามเล่นการเมือง 5 ปี  ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรอยด่างในชีวิตของคุณประยุทธ แต่ยังสร้างรอยเปรอะเปื้อนให้กับบริษัทที่เนสท์เล่ร่วมลงทุนผลิตเนสกาแฟต้องติดร่างแหไปด้วย
​ไม่เพียงเท่านั้น จริยธรรมและธรรมาภิบาลของคุณประยุทธ ยังถูกสั่นคลอนจากคำพิพากษาของศาลที่สั่งลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา จากความผิดฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกเอกสิทธิในที่ดินโดยมิชอบที่จังหวัดกระบี่  และถูก ป.ป.ช. ชี้มูลในความผิดฐานมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐออกเอกสารสิทธิในที่ดินของตนเองหรือบริษัทที่ตนเองและครอบครัวถือหุ้นโดยมิชอบ  ในกรณีของที่ดินสนามกอล์ฟเมาท์เท่นครีก และที่ดินในเขต สปก.แปลงใกล้ ๆ กันที่อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา อีก 2 คดี มิหนำซ้ำธุรกิจของคุณประยุทธ ก็ยังตกเป็นข่าวตามหน้าสื่อในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นข่าวการนำเงินจากการเพิ่มทุนของบริษัทหนึ่ง ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของอีกบริษัทหนึ่ง แล้วออกวอร์แรนท์จากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนให้ตนเอง หรือการถูกลูกบ้านในโครงการหมู่บ้านสนามกอล์ฟหรูร้องเรียนต่อ สคบ.ว่าไม่ดูแลสาธารณูปโภคส่วนกลาง ปล่อยให้ทรุดโทรม ทั้งที่เก็บค่าส่วนกลางในราคาที่สูง เป็นต้น

​นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสในการนำเงินที่เนสท์เล่บริจาคให้กับมูลนิธิประยุทธ-สุวิมล มหากิจศิริ ในช่วงปี 2555 – 2562 เป็นเงินกว่า 250 ล้านบาท เพื่อให้นำไปบริจาคแก่กิจการสาธารณะประโยชน์ต่อ เพื่อช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของคุณประยุทธ ในฐานะประธานคิวซีพี แต่กลับมีการนำเงินไปบริจาคให้กับบริษัทของลูก ๆ และบริษัทในกลุ่มครอบครัว มากกว่าเงินที่นำไปบริจาคเพื่อสาธารณกุศลเป็นจำนวนมาก  

​ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อมีคำพิพากษาของศาลออกมาเช่นนี้ มีข่าวออกมาเช่นนี้ ย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์และเกิดคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมและธรรมาภิบาลของคุณประยุทธตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  และยิ่งคนรู้จักคุณประยุทธว่าเป็นเจ้าพ่อเนสกาแฟมากเท่าไหร่  ยิ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ธรรมาภิบาลของเนสกาแฟมากเท่านั้น
​ข่าวคราวและภาพลักษณ์ที่กระทบต่อความโปร่งใส จริยธรรม และธรรมาภิบาลของประธานหรือกรรมการบริษัทเช่นนี้ อาจไม่กระทบต่อการเป็นประธานหรือกรรมการบริษัทในสังคมไทยสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจครอบครัว หรือธุรกิจที่มีครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะผู้ถือหุ้นข้างน้อยตามกฎหมายไทยเสียงไม่ค่อยดัง และว่ากันตามตรงก็ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องการบริหารจัดการของธุรกิจที่ตัวเองถือหุ้นสักเท่าไหร่ นอกจากเงินปันผลและราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ภาครัฐเองก็ไม่อยากเข้าไปตรวจสอบถ้าไม่มีปัญหาเกิดขึ้น  
แต่สำหรับสังคมตะวันตก โดยเฉพาะสวิสเซอร์แลนด์ที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมและธรรมาภิบาลของกรรมการบริษัทที่สูงมาก ย่อมทำให้เนสท์เล่มีความวิตกกังวล ดังนั้น การตัดเนื้อร้ายเพื่อรักษาชีวิต จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเนสท์เล่ การตัดสินใจบอกเลิกสัญญาร่วมทุนที่ทำกันมายาวนานจึงเริ่มเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว และได้มีการเจรจากันมาเพื่อหารันเวย์ลงที่สวยที่สุดกับทั้งสองฝ่าย แต่ดูเหมือนข้อเสนอของแต่ละฝ่ายจะไม่ตรงกัน สัญญาร่วมทุนเลยต้องจบลงด้วยการบอกเลิกสัญญาของเนสท์เล่ และแม้จะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญา แต่สุดท้ายอนุญาโตตุลาการหอการค้าระหว่างประเทศก็ได้ตัดสินให้เนสท์เล่เป็นฝ่ายชนะไปเรียบร้อย  เป็นอันจบตำนาน “เจ้าพ่อเนสกาแฟ” ของคุณประยุทธ์ลงอย่างไม่สมบูรณ์แบบสักเท่าไหร่

สิ่งที่สังคมไทยควรสนใจ คงไม่ใช่ศึกระหว่างคุณประยุทธกับเนสท์เล่จบลงเอยย่างไร  แต่เป็นเรื่องปัญหาความโปร่งใส จริยธรรม และธรรมภิบาลของประธานหรือกรรมการบริษัทฯ ที่จดทะเบียนในประเทศไทย ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยควรนำตัวอย่างของสวิซเซอร์แลนด์มาศึกษาแล้วนำมาปรับใช้ เพื่อป้องกันปัญหากรรมการปั่นหุ้น โกงเงินบริษัท หรือมีประโยชน์ทับซ้อนจนทำให้บริษัทต้องถูกเข้าควบคุมกิจการ ปิดกิจการ หรือล้มละลาย โดยผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมหาศาลต้องเจ็บตัวและเจ็บใจ ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการหอบเงินก้อนโตหนีไปเสวยสุขในต่างประเทศ เหมือนเช่นกรณีบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น