닫기

ปกข่าวเว็บใหม่4

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ภูมิธรรม–ทวี” ไม่แทรกแซงคดีฮั้ว สว. ชี้ไม่ขาดคุณสมบัติ-ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง



วันที่ 21 ม.ค. 69 ที่ศาลรัฐธรรมนูญองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย กรณีประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) จากกรณีถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการตรวจสอบคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา

ศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า สอดคล้องกับบันทึกถ้อยคำและความเห็นของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งยืนยันว่า สำนักงาน กกต. ได้พิจารณาหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษจำนวน 3 ฉบับ และเห็นว่ามีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริง วิธีการ และพยานหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินการไต่สวนต่อไป ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการของ กกต. เอง โดยยังไม่ได้มีการรับสำนวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมาพิจารณา

ศาลเห็นว่า ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ 2/2568 และครั้งที่ 3/2568 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองมีพฤติการณ์ข่มขู่ สั่งการ ชี้นำ หรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการคดีพิเศษคนอื่น โดยผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นกรรมการโดยตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด และคณะกรรมการคดีพิเศษมีลักษณะการทำงานในรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ

ศาลระบุว่า ผู้ถูกร้องที่หนึ่งในฐานะประธานที่ประชุม ได้บริหารและควบคุมการประชุมโดยเปิดโอกาสให้กรรมการทุกคนอภิปรายและแสดงความคิดเห็นอย่างรอบคอบ ขณะที่ผู้ถูกร้องที่สองมีการซักถามข้อสงสัยต่อฝ่ายเลขานุการ เพื่อให้คณะกรรมการมีข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างเพียงพอ รวมถึงอธิบายความเห็นทางกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติงานตามปกติ จึงเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ได้ใช้อำนาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมหรือรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อแทรกแซงหรือครอบงำอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

ในประเด็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสมคบกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ใช้อำนาจสอบสวนสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ และวางแผนเสนอชื่อข้าราชการภายใต้บังคับบัญชาเข้าเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ศาลเห็นว่า การเสนอชื่อเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ถูกร้องทั้งสองเข้าไปแทรกแซงกระบวนการดังกล่าว

จากการเบิกความของ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา ศาลเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่องการสมคบกันแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เป็นเพียงข้อมูลจากข่าวทั่วไป และไม่ปรากฏหลักฐานอื่นใดว่าผู้ถูกร้องที่สองสั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการเสนอชื่อเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องที่สองใช้อำนาจหน้าที่สอบสวนโดยมิชอบ เกินขอบเขต เช่น การตรวจสอบข้อมูลการติดต่อสื่อสารและพิกัดโทรศัพท์ของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ศาลเห็นว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ถูกร้องที่สองใช้อำนาจสั่งการหรือควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งหากการสอบสวนเป็นไปโดยมิชอบ ย่อมต้องอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของพนักงานอัยการและศาลที่พิจารณาสำนวนต่อไป

ศาลยังเห็นว่า การที่ผู้ถูกร้องที่สองให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา เป็นการรายงานข้อเท็จจริงตามหน้าที่ ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดพยานหลักฐาน และไม่เป็นการข่มขู่หรือกดดันสมาชิกวุฒิสภา

ผลการพิจารณาเป็นรายบุคคล กรณีผู้ถูกร้องที่หนึ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า ไม่ขาดคุณสมบัติด้านความซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า ไม่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรา 160 (5) ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว

ขณะที่กรณีผู้ถูกร้องที่สอง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า ไม่ขาดคุณสมบัติด้านความซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่า ไม่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรา 160 (5) จึงไม่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองได้สิ้นสุดลงไปก่อนแล้ว ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170