닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---6

พท. จ่อ ยกเครื่องประเทศไทย 7 ตุลาคมนี้ พร้อมเดินหน้าเลือกตั้งหลังยุบสภา - ร้อง ปชน.กดดัน ภท.เสนอร่างแก้ รธน.ของคณะรัฐมนตรี ขอ อย่าทำเหมือน "แกงส้ม ต้มประชาชน" - ลั่น อย่ากลัวเป็นภูมิใจเคลม หลังเอาหลายนโยบายเพื่อไทยมาทำซ้ำ 



วันที่ 5 ต.ค. 68 ที่พรรคเพื่อไทย นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยกเลิกกำหนดการที่จะลงพื้นที่เพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยตัดสินใจเปลี่ยนไปลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบกับอุทกภัย ในจังหวัดอุตรดิตถ์ และพิษณุโลก ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยนั้น ได้ให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของประชาชนเป็นลำดับแรก แม้ว่าการเลือกตั้งจะมีความสำคัญเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อประชาชนกำลังทุกข์ยากพรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะยืนเคียงข้าง และยื่นมือเข้าไปช่วย โดยที่เราจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง และที่ผ่านมาตั้งแต่มีเหตุการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพิษณุโลก และอุตรดิตถ์ ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ก็ได้ช่วยกันลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประสานเครื่องจักรกลในการที่จะนำไปขุดทางระบายน้ำ การสร้างแนวกั้นน้ำ รวมถึงการแจกเครื่องอุปโภคบริโภค และการดูแลจุดอพยพของประชาชนในพื้นที่ ในวันนี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ลงพื้นที่ด้วยตัวเองเพื่อยืนยันถึงความตั้งใจอีกครั้ง

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ประกาศกลางสภาว่าจะยุบสภาภายใน 4 เดือน โดยที่ไม่บิดเบี้ยวนั้น ตนในนามของพรรคเพื่อไทยก็ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นตอนครบกำหนด 4 เดือน หรือก่อน 4 เดือนก็ตาม โดยในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ พรรคเพื่อไทยจะเริ่มต้นแคมเปญที่ชื่อว่า “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” โดยภายในวันนั้นจะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย รวมถึงหัวหน้าพรรคจะรวมวิสัยทัศน์ในวันดังกล่าวด้วย จึงอยากให้ประชาชนทุกคนร่วมการติดตามกิจกรรมสำคัญนี้ โดยอยากให้ทราบว่านี่คือจุดเริ่มต้นอีกครั้งเป็นการเดินหน้าครั้งใหม่ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยที่จะยกเครื่องพรรคและยกเครื่องประเทศไทยไปพร้อมกัน โดยที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเราไม่เคยปฏิเสธคำวิจารณ์ เรารับฟังทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นจากบุคคลในพรรคหรือบุคคลภายนอกพรรคก็ตาม เพราะสำหรับเราแล้วทุกคำวิจารณ์ไม่ใช่เป็นการตำหนิ แต่เราถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความปรารถนาดีที่ทุกคนมีต่อเรา ทั้งนี้ทางพรรคกำลังรวบรวมทุกความคิดเห็นเอามาศึกษาและตอบเป็นบทเรียนเพื่อจะทำข้อเสนอในการที่จะปรับปรุงพรรคให้ดีขึ้น เพื่อให้พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมืองที่มีรากฐานมาอย่างยาวนานให้ประชาชนสามารถที่จะฝากความหวังได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ กรณีการตอบคำถามของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในวาระที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งในช่วงหนึ่งได้มีการระบุว่า MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นการร่วมกันผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น คำพูดของนายอนุทิน ทำให้เกิดความกังวล เนื่องจากว่าในข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคนั้น ได้มีการระบุถึงตัวละคร 3 ตัว คือ คณะรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน แต่สิ่งที่ออกมาจากปากของนายกรัฐมนตรีในวันนั้น กลับไม่มีการเสนอร่างของคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด อีกทั้งยังเปิดทางให้พรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นสามารถเห็นเป็นอย่างอื่นได้ สามารถเสนอร่างเป็นอย่างอื่นได้ิรวมทั้งการระบุว่าไม่สามารถที่จะพูดคุยกับวุฒิสมาชิกให้เห็นชอบร่วมร่วมกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เรื่องนี้สร้างความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะมาการันตีได้เลยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จะทำซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของเรานั้น จะมีความยืดโยงกับประชาชนเหมือนที่ร่างของพรรคเพื่อไทยและร่างของพรรคประชาชนได้เสนอไว้ ซึ่งคำพูดของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่พูดในวันนั้นทำให้เข้าใจได้ว่าร่างที่จะทำการเห็นชอบในรัฐสภานั้นอาจมีเพียงร่างเดียว คือร่างของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ซึ่งหากผ่านทั้งหมดก็อาจจะต้องมีการใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก ซึ่งเป็นร่างที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ และตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าทางคณะรัฐมนตรีจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของคณะรัฐมนตรีเข้ามา ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงอยากขอเรียกร้องไปยังพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนให้ถอนร่างที่เสนอไปยังรัฐสภาออกมาก่อน และให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนไปตกลงกันว่าจะเลือกแนวทางไหนในการให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพราะตอนที่มีการเซ็น MOA กันนั้นระบุว่าจะให้มี สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่สามารถที่จะให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงให้ได้มาซึ่ง สสร.ได้ทั้ง 2 พรรค ควรจะต้องมีการหาทางออกร่วมกันว่าจะทำให้ สสร.ได้มาอย่างไร โดยที่มีความชัดเจนกับประชาชนมากที่สุด เพราะเรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของ MOA ดังนั้นทั้งสองพรรคอย่าทำเหมือนว่าแยกกันเดิน โดยเฉพาะพรรคประชาชนเองที่เชื่อเหลือเกินว่ามีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ ดังนั้นพรรคประชาชนควรจะต้องต่อรองเรื่องนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ มิเช่นนั้นก็จะถูกครหาได้ว่าอ้างเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นนโยบายในการหาเสียงเท่านั้น ส่วนพรรคภูมิใจไทยเองก็ควรจะไว้หน้าพรรคผู้ให้กำเนิดรัฐบาลบ้าง อย่าทำอะไรที่ทำให้ประชาชนดูออกว่ากำลังเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับ ‘แกงส้ม ต้มประชาชน’ ส่วนจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ก็ค่อยไปลุ้นเอาทีหลัง

ทั้งนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อท่าทีของรัฐบาลอนุทิน ที่ประกาศว่าจะมีการทำประชามติ เพื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกหรือ MOU43 และทางทะเลหรือ MOU44 ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าเรื่องนี้อาจเป็นการผลักภาระทางการเมืองไปให้ประชาชนทั้งที่เรื่องนี้ทางรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารนั้น สามารถที่จะตัดสินใจได้เอง หากรัฐบาลเห็นว่า MOU ดังกล่าวไม่เหมาะสม ก็ควรที่จะชี้แจงถึงผลอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่าจะดำเนินการอย่างไร มิใช่เป็นการผลักภาระการตัดสินใจไปให้ประชาชน ด้วยการทำประชามติที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความสับสน ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องพันธะกรณีระหว่างประเทศและเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ดังนั้นการให้ข้อมูล การให้ข้อเท็จจริง และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศนั้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง การบอกว่าจะยกเลิกโดยไม่ให้เหตุผลที่ชัดเจนอาจทำให้ประเทศไทยขาดความน่าเชื่อถือในเวทีโลกได้ และสิ่งที่น่ากังวลอีกคือรัฐบาลอนุทิน ดูเหมือนจะหวังผลความนิยมทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว ตนจึงอยากตั้งคำถามตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าได้มีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้วหรือยัง เนื่องจากว่าความพยายามของพรรคภูมิใจไทยในการที่จะยกเลิก MOU43 และ MOU44 นั้นจะกระทบโดยตรงต่อจุดยืนและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก รัฐบาลจึงควรที่จะรับฟังความเห็นจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นหลัก เพราะถือเป็นหน่วยงานเจ้าของเรื่องโดยตรง เรื่องนี้จึงอยากเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงได้ออกมาแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่าคิดเห็นอย่างไรกับ MOU43 และ 44 นี้และหากว่ารัฐบาลมีแนวคิดที่จะยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับดังกล่าว ก็ขอให้ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างไรต่อไป เพราะเรื่องนี้ถือเป็นผลประโยชน์ในอธิปไตยของชาติ  เราไม่สามารถทำโดยอารมณ์หรือกระแสของสังคมได้ดังนั้นหากกระทรวงการต่างประเทศไม่ออกมาอธิบายให้ชัดเจนว่า MOU43 และ 44 นี้คืออะไร หากมีการยกเลิกแล้วจะเกิดผลอย่างไร ย่อมอาจทำให้ประชาชนสับสนและประเทศอาจเสียหายและยากที่จะได้คืน

ส่วนกรณีที่รัฐบาลได้มีการสานต่อนโยบายเดิมจากพรรคเพื่อไทยหลายนโยบายและหลายโครงการ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีต่อประชาชนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยืดอายุของการนำร่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นั่นคือ สายสีแดงและสายสีม่วงออกไปอีก 2 เดือน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นายกฯอนุทิน สามารถที่จะสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอข้อมูลจากทางข้าราชการในกระทรวงมาดูได้เลย ว่าโครงการนี้ดีอย่างไร เพราะเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณไม่มากและหากจะให้ดีอยากก็ให้ต่อโครงการนี้ไปอีกหนึ่งปีเลยก็ได้ หรือไม่ก็นำโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ครอบคลุมทุกเส้นทางที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้เดินหน้าทำมากกว่า 90% แล้วกลับมาสานต่อ ส่วนกรณีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ทราบว่านายกรัฐมนตรีตั้งใจจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีหากสามารถทำได้ เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเราได้วางรากฐานในเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดีหมดแล้ว เช่นเดียวกับการขายข้าวให้กับประเทศจีน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีการสานต่องานนี้จากทางนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่ได้มีการเจรจาไว้กับทางจีนตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ซึ่งทำได้ไว้เป็นอย่างดีไร้รอยต่อ จึงดีมากหาก รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาลนี้ได้มาสานต่อโครงการนี้จริง เช่นเดียวกับนโยบายหวยเกษียณที่ประชาชนจำนวนมากกำลังรอคอยอยู่และหวังว่ารัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการต่อ เพื่อจูงใจให้ประชาชนนั้นออมเงิน ตนอยากบอกกับรัฐบาลภูมิใจไทยว่าไม่จำเป็นต้องกังวลใจว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นภูมิใจเคลม เพราะท้ายที่สุดแล้วประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ขอให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานอย่างตรงไปตรงมาและตรงปก และเดินหน้าสานต่อโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

นางสาวขัตติยา กล่าวอีกว่า เราขอให้รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลตระหนักว่าประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนผลประโยชน์ทางการเมืองเสมอ วันนี้พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าเราพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง การตรวจสอบรัฐบาลและพร้อมที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยคือพรรคที่พร้อมที่จะยกเครื่องเพื่อตอบโจทย์กับประชาชน และจะเดินหน้าเพื่อยกเครื่องประเทศไทยไปพร้อมกัน