닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ4

ฝากขัง นุ-สา คนสนิท “ทนายตั้ม” ลวงเงินเจ๊อ้อย  

วันที่ 13 พ.ย. 2567 พ.ต.ท. ธีรพจน์ คงหนู พนักงานสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นำตัว นายนุวัฒน์ ยงยุทธ อายุ 34 ปี ,น.ส.สารินี นุชนารถ อายุ 32 ปี  ผู้ต้องหา ที่1-2  คนสนิท นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม มาฝากขังศาลครั้งแรก ในข้อหากระทำผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกง ,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ,ร่วมกันฟอกเงิน

พฤติการณ์แห่งคดี คือ ก่อนเกิดเหตุ น.ส.จตุพร อุบลเลิศ ผู้เสียหาย ได้ว่าจ้างนายษิทรา เบี้ยบังเกิดให้เป็นที่ปรึกษากฎหมาย ต่อมานายษิทรา ได้หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อส่งมอบเงินให้กับผู้ต้องหาที่ 1 หลายครั้งต่างกรรม ต่างวาระกัน 

โดยพฤติกรรมคดีนี้ นายษิทรา, นายนุวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 และน.ส.สารินี ผู้ต้องหาที่2 ในคดีนี้ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ผู้ต้องหาที่1 มีกระเป๋าเงินดิจิทัล สามารถโอนสกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์ได้ ผู้เสียหายจึงให้ผู้ต้องหาที่ 1 โอนสกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์ให้กับผู้ใช้อินสตราแกรมชื่อบัญชี เฉินคุณ จากนั้นได้หลอกลวงผู้เสียหายว่า ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ต้องหาที่ 2 โอนเงินไปยังบุคคลดังกล่าว แล้วทำให้กระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ต้องหาที่2 ถูกระงับการใช้งาน ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน จำนวน 39,000,000 บาท โดยได้ร่วมกันส่งภาพถ่ายสำเนาบันทึกประจำวันแจ้ง กรณีถุกอายัดเงินดังกล่าวไปให้ผู้เสียหายดูทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ด้วยทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่ากระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ต้องหาที่ 2 ถูกระงับจริง ทั้งที่ความจริงแล้วกระเป๋าเงินสกุลติจิทัลของ ผู้ต้องหาที่1-2 ไม่ได้ถูกระจับการใช้งานแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงส่งมอบเงินให้กับผู้ต้องหาด้วยการซื้อ แคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงิน 39,000,000บาท ให้กับผู้ต้องหาที่2 แล้วผู้ต้องหาที่ 1-2 ได้ร่วมกันนำแคชเชียร์เช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาที่2 จากนั้นนายษิทรา, ผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ได้ร่วมกันเบิกถอนเงินสด จำนวน 39,000,000 บาท ดังกล่าว ออกจากบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาที่ 2

การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-2 เป็นความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกง ,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ,ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกัน ตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน" อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 341 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวล
กฎหมายอาญา (ฉบับที่26) พ.ศ.2560 พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(1), พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (18) ,มาตรา 5 ,มาตรา 9 วรรคสอง
และมาตรา 60 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.การฟอกเงิน (ฉบับที่4 ) พ.ศ.2556 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83

ในชั้นจับกลุ่มและชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่1-2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ทั้งนี้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องสอบสวนพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง ผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา จึงขออนุญาตฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 – 24 พ.ย.2567

ท้ายคำร้องฝากขัง พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีที่ผู้ต้องหาที่1-2 ถูกกล่าวหาคดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงถึง 10 ปี และได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายไปจำนวนมากถึง 39,000,000 บาท เป็นมูลค่าความเสียหายที่สูงมากหากผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี อีกทั้งจากการสืบสวนทราบว่าก่อนที่ผู้ต้องหา1-2 จะถูกจับกุมตัวมีการเปลี่ยนเครื่องและหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ทั้งสองคน เจตนาเพื่อให้ยากต่อการติดตามตัว และเป็นการทำลายหลักฐานการติดต่อระหว่างกันซึ่งเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีรวมทั้งข้อมูลหลักฐานอื่นๆ ซึ่งมีพยานหลักฐานอยู่ในโทรศัพท์มือถือดังกล่าว ถือเป็นพฤติการณ์ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอีกด้วย

ประกอบกับมีผู้เสียหายมายื่น ขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราวเนื่องจากคดีมีอัตราโทษจำคุกและมูลค่าความเสียหายสูงหากผู้ต้องหา1-2 ได้รับการปล่อยชั่วคราวไปเกรงจะหลบหนีซึ่งจะส่งผลให้ผู้เสียหายไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายในคดี

ศาลอาญาพิจารณาคำร้องและสอบผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้