닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก9

ปิดเกมยึดจุดยุทธศาสตร์ ทหารไทยคุมพื้นที่เบ็ดเสร็จประกาศชัยพื้นที่อธิปไตย หวั่นลุยต่อเสี่ยงเสียแต้มการเมืองโลก



วันที่ 27 ธ.ค. 68 สำนักข่าวThe Room 44 รายงานถึงสงครามไทย-กัมพูชาตลอด 20 วันตั้งแต่ 7 -27 ธันวาคม 2568 ในค่ำคืนสุดท้ายก่อนลงนามยุติศึก มีการปะทะกันอย่างหนักตลอดตามแนวตะเข็บชายแดน ในพื้นที่หลายจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่สีแดงเถือกหรือ RED ZONE 

โดยผลประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปพิเศษ หรือ GBC ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยทั้้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องมาตรการสำคัญเพื่อให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง โดยให้การหยุดยิงมีผลหลังลงนามแถลงการณ์ร่วม

ขณะที่การคงกำลังในระดับปัจจุบัน ไม่ยั่วยุ ไม่โจมตี และติดตามเฝ้าสังเกตการณ์ 72 ชั่วโมงรวมถึงการมีกลไกตรวจสอบ และประสานงานในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย เพื่อให้การหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง 

เหตุที่กำหนดหยุดยิง 72 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่า “หยุดยิงเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง” ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลง โดยช่วง 72 ชั่วโมงเป็นกรอบเฝ้าติดตามร่วมกัน ลดความเสี่ยง ลดความเข้าใจผิดและเหตุปะทะซ้ำ และช่วยสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

แต่หากมีมีการยิงหรือยั่วยุในช่วง 72 ชั่วโมง ไทยยอมดำเนินการตามกฎการปะทะและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมใช้กลไกสื่อสารโดยตรงที่จัดตั้งไว้เพื่อแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ลดการบานปลาย

ส่วนการ “คงกำลังในระดับปัจจุบัน”  โดยทั้งสองฝ่ายจะไม่เคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลังเข้าหากันในลักษณะที่เพิ่มความตึงเครียด ไม่ดำเนินการใด ๆ ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการยั่วยุ เพื่อรักษาบรรยากาศหยุดยิงให้มั่นคง 

ดังนั้นเมื่อเริ่มหยุดยิง กำลังฝ่ายใดอยู่ ณ บริเวณใดก็ให้คงอยู่ ณ บริเวณนั้นไปก่อนจนกว่ากระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตจะแล้วเสร็จ

ด้านการสำรวจและจัดทำหลักเขต อันดับแรกคณะทำงานร่วมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (JTCF) จะหารือร่วมกันและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตามแผนที่กำหนด เพื่อทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยก่อน หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) จะมอบให้คณะทำงานสำรวจทางเทคนิคร่วมของทั้ง 2 ประเทศ ลงพื้นที่ร่วมกัน เพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตต่อไป 

ทางด้านกลไกตรวจสอบการหยุดยิงมีหลายระดับเพื่อให้ “ปฏิบัติได้จริงและตรวจสอบได้” ได้แก่ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) สำนักงานประสานงานชายแดนในระดับพื้นที่และในระดับนโยบายมีสายด่วนระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่าย เพื่อสื่อสารได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

ทั้งนี้ไทยยืนยันวต้อง “เจรจาโดยตรง” ระหว่างสองประเทศ เพราะการเจรจาโดยตรงสามารถสร้างความไว้วางใจ แก้ปัญหาได้ตรงจุด และออกแบบกลไกปฏิบัติที่สอดคล้องกับสถานการณ์พื้นที่จริง นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้มากที่สุด

ที่ผ่านมาไทยย้ำปมร้อนๆ  “ทุ่นระเบิด” เป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะเป็นประเด็นมนุษยธรรมและความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ ที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด

วันนี้ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องให้มีกลไกทำงานร่วมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และโปร่งใส และให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนขั้นตอนสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในระยะต่อไป

แต่มีคำถามตลอดว่าทำไมไม่รบต่อ ต้องยอมรับว่าการรบของไทยและกัมพูชาที่ผ่านมา ได้เกิดขึ้นสองครั้งแล้ว ครั้งที่หนึ่งเป็นเวลา 5 วัน ในห้วง 24 - 28 ก.ค. 68 และครั้งที่สอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.68 จนถึงตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 20 วันแล้ว  

ผลของการปฏิบัติทางทหารจนถึงปัจจุบัน ถือว่าฝ่ายไทยบรรลุเป้าหมายทางทหารแล้ว โดยสามารถควบคุมภูมิประเทศสำคัญในพื้นที่เขตอธิปไตยที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนไว้ได้แล้ว และหากเราทำการรบต่อไป ความชอบธรรมของไทยในเวทีโลกก็จะเริ่มลดลง นอกจากนี้ เราอาจต้องสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ของทหารเพิ่มขึ้นอีก

อีกประเด็นร้อนคือ การปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ฝ่ายไทยจะพิจารณาหลังการหยุดยิงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสงบลงแล้วตามกรอบเฝ้าสังเกตการณ์ เพื่อแสดงความสุจริตใจ สร้างความเชื่อมั่น และเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม

ทั้งหมดย่อมมีคำถามว่าข้อตกลงครั้งนี้มั่นใจอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ไทยได้กำหนดมาตรการที่ชัดเจนขึ้น ทั้งเวลาเริ่มหยุดยิงที่ผูกกับการลงนาม การคงกำลังระดับปัจจุบัน การเฝ้าติดตาม 72 ชั่วโมง และการสื่อสารโดยตรงผ่านสายด่วน รวมถึงกลไกประสานในพื้นที่ ที่ช่วยให้ตรวจสอบได้และแก้เหตุได้รวดเร็ว

ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนชายแดนจะกลับบ้าน ต่อต่อเมื่อการหยุดยิงเกิดขึ้นจริงต่อเนื่องและสถานการณ์สงบลง ตามการประเมินของหน่วยงานในพื้นที่ เราจะเร่งสนับสนุนการกลับเข้าพื้นที่อย่างเป็นขั้นตอนและปลอดภัยที่สุด ยกเว้นในบางพื้นที่ ที่แต่ละฝ่ายยังคงวางกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ เช่น บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านคลองแผง ซึ่งจะต้องมีการประเมินสถานการณ์กันอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง

เฟกนิวส์หรือข่าวบิดเบือน ฝ่ายไทยวางกลยุทธ์รับมือ โดยได้กำหนดให้ทีมสื่อสารของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันข่าวบิดเบือนและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยยึดหลักยืนยันข้อเท็จจริงก่อนสื่อสาร และชี้แจงอย่างสุภาพ โปร่งใส ไม่ยั่วยุ

สำหรับประเด็นที่ต้องการสื่อสารถึงประชาชนและประชาชาคมโลก ประเทศไทยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ บนหลักมนุษยธรรม และกติกาสากล โดยมุ่งแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาโดยตรง เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน

ด้านหลังการลงนาม ไทยยังยืนยันจุดยืน 3 ประการอย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง การลงนามมิใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ความจริงใจในการปฏิบัติ โดยไทยจะดำเนินการบนหลักการเดียวกับที่ได้สื่อสารต่อประชาคมโลกมาโดยตลอด

ไทยย้ำต้องการสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืนที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงคำประกาศทางการเมืองหลังวันลงนาม ไทยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่า ความรุนแรงลดลงจริง ประชาชนสามารถกลับสู่ความปลอดภัย และบรรยากาศเอื้อต่อการแก้ปัญหาในระยะยาว

เช่นเดียวกันการตรวจสอบความจริงใจของกัมพูชา ไทย ยึดหลักว่า ความจริงใจต้องสะท้อนผ่านการกระทำ ไม่ใช่คำพูดเพียงอย่างเดียว การประเมินจะยึด 3 เงื่อนไขหลัก ได้แก่ การประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการ การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่องในพื้นที่ ความร่วมมืออย่างจริงใจในกลไกที่ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะด้านมนุษยธรรม หากเงื่อนไขเหล่านี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการสันติภาพ

ทั้งนี้ “การหยุดยิงต้องอิงการประเมินของทหาร” โดยการตัดสินใจด้านความมั่นคงต้องตั้งอยู่บน ข้อเท็จจริงในพื้นที่จริง ไม่ใช่แรงกดดันทางการเมืองหรือการสื่อสาร จากภายนอก กองทัพไทยจะประเมินสถานการณ์อย่างเป็นมืออาชีพเพื่อให้มั่นใจว่า การหยุดยิงไม่ทำให้ประชาชนหรือกำลังพลตกอยู่ในความเสี่ยง

แต่หากเกิดการละเมิดข้อตกลงหลังวันลงนาม ไทยจะใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เป็นฐานในการดำเนินการทั้งในระดับทวิภาคีและการสื่อสารต่อประชาคมโลกขณะเดียวกัน กองทัพไทยยังคงมีหน้าที่และสิทธิในการป้องกันตนเองเพื่อคุ้มครองอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

โดยประเทศไทยบรรจงส่งคีย์เวิร์ดงนานาชาติหลังวันลงนาม โดยย้ำจุดยืน “ไทยเปิดทางสันติภาพ” แต่ไม่ลดทอนความรับผิดชอบปกป้องประชาชนและประเทศไทย เพราะเชื่อว่าสันติภาพที่ยั่งยืนต้องเกิดจาก ความจริงใจ การปฏิบัติจริง และความรับผิดชอบร่วมกัน