นายกฯ ลั่น อย่าเอาการเมืองทำความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอน - ยืนยัน “เกาะกูด” เป็นของไทย
โพสต์เมื่อ : 4 พ.ย 2567 เวลา 14:42 น.
นายกฯ ลั่น อย่าเอาการเมืองทำความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอน - ยืนยัน “เกาะกูด” เป็นของไทย - ลั่น ไม่ยอมเสียแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียวให้ใคร - จ่อตั้ง คกก. เจรจากัมพูชา แบ่งปิโตเลียมใต้ทะเล
เวลา 15.05 น. วันที่ 4 พ.ย. 67 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกฯรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ว่า วันนี้มีการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลและหัวหน้าพรรค ได้พูดคุยกันในรายละเอียดของ MOU44 วันนี้ยืนยันว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทย เป็นมาตั้งนานแล้ว ทั้งประเทศไทยและกัมพูชาก็รับรู้ว่าเกาะกูดเป็นของไทย ตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส แน่นอนว่ารัฐบาลนี้จะไม่ยอมเสียพื้นที่ของไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียวไปให้ใครก็ตาม โดยเรื่องของเกาะกูดประเทศไทยไม่เคยมีปัญหากับกัมพูชา และไม่เคยมีข้อสงสัยด้วย ฉะนั้นคาดว่าแค่เกิดความเข้าใจผิดกันในประเทศไทยเอง ซึ่งจริงๆ แล้วมั่นใจได้เลยว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทย ส่วนเรื่องของ MOU44 นั้น ก็ยังอยู่ ไม่สามารถยกเลิกได้ ซึ่งหากจะยกเลิกต้องใช้การตกลงของทั้ง 2 ประเทศ ยกเลิกเองไม่ได้ จะถูกฟ้องร้อง เพราะเป็นการตกลงกันระหว่างประเทศ
ส่วนรัศมีรอบเกาะกูดที่เป็นทะเลนั้น นางสาวแพทองธาร ระบุว่า ใน MOU 44 ไม่ได้มีเกาะกูดอยู่แล้ว จึงไม่มีการถกเถียงเรื่องเกาะกูดเลย และไม่ได้คุยกันเรื่องที่ดิน แต่เราคุยกันเรื่องพื้นที่ทางทะเลว่าสัดส่วนไหนขีดเส้นไว้อย่างไร เนื่องจากใน MOU ขีดเส้นไม่เหมือนกัน แต่เนื้อหาจะเป็นการตกลงว่าจะเจรจากันทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจะตกลงอย่างไรนั้นต้องใช้คณะกรรมการมาคุยกัน โดยประเทศกัมพูชามีคณะกรรมการพร้อมแล้ว แต่ของเราเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการนั้นก็หมดอายุด้วยจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการใหม่ ซึ่งตั้งแต่สมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีก็มีคณะกรรมการนี้เกิดขี้น โดยขณะนี้เรากำลังตั้งคณะกรรมการอยู่และจะได้พูดคุยกันว่าจะเอาอย่างไร
ส่วนกระแสที่มองว่าการไม่ยกเลิก MOU 44 หมายความว่าประเทศไทยยอมรับเส้นกัมพูชานั้น นางสาวแพทองธาร ระบุว่า นั่นคือความเข้าใจผิด เราไม่ได้รับเส้นจากกัมพูชา โดย MOU 44 คือการคิดไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งประเทศ โดยตั้งแต่ปี 2515 กัมพูชาขีดเส้นมาก่อนและปี 2516 ประเทศไทยก็ขีดด้วย โดยมีข้อตกลงไม่เหมือนกัน จึงมีการทำข้อตกลงขึ้นมา และเปิดการเจรจา ซึ่งต้องเจรจากันว่าจะเอาอย่างไร และยืนยันอีกครั้งว่า เกาะกูดไม่อยู่การเจรจานี้ ขอให้คนไทยทุกคนสบายใจว่าเราไม่เสียเกาะกูดไป แล้วกัมพูชาก็ไม่สนใจเกาะกูดเราด้วยเพราะไม่อยู่ในการเจรจานี้เลย ดังนั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้
สำหรับกระแสข่าวการมีมติ ครม. สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ายกเลิก MOU ฉบับดังกล่าวแล้วนั้น นางสาวแพทองธาร เผยว่า ไม่มี ข้อเท็จจริงคือ MOU 44 ยกเลิกไม่ได้ ถ้าไม่เกิดการตกลงระหว่างประเทศ และต้องเข้าสภาก่อน แต่เมื่อปี 2552 ก็ไม่มีเข้าสภา และปี 2557 ก็ไม่มีการยกเลิก
เมื่อถามว่าจะอธิบายประชาชนอย่างไร เพราะขณะนี้มีกระแสต้องการให้ยกเลิก MOU 44 นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องถามก่อนว่ายกเลิกแล้วได้อะไร ต้องกลับมาที่เหตุและผล ทุกประเทศคิดไม่เหมือนกันได้แต่หากคิดไม่เหมือนกันต้องมีข้อคิดเห็นหรือ MOU มาคุยกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การรักษาไว้ซึ่งความสงบระหว่างประเทศ เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น MOU ฉบับดังกล่าว เป็นการเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกัน หากมายกเลิกฝ่ายเดียว เราโดนฟ้องร้องจากทางกัมพูชาอย่างแน่นอน ซึ่งมันไม่มีประโยชน์ และยืนยันว่าไม่จริงเลยที่เราไม่ฟังเสียงคัดค้าน ซึ่งวันนี้ที่ออกมาพูด คือเพื่อออกมาอธิบายประชาชนให้เข้าใจว่าไม่เกี่ยวเกาะกูด MOU เป็นเรื่องระหว่างประเทศ หากจะยกเลิกต้องคุยกันทั้งสองประเทศ และขณะนี้เรายังไม่ได้เสียเปรียบในข้อตกลงดังกล่าว อย่าเอาเรื่องการเมือง มาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอน ดังนั้น ความเข้าใจต่าง ๆ ต้องทำความเข้าใจให้ตรงตามหลัก
นางสาวแพทองธาร ยืนยันว่า แน่นอนว่าพรรคร่วมรัฐบาลเห็นตรงกันว่าจะเดินต่อในเรื่องนี้ โดยกัมพูชารอเราตั้งคณะกรรมการที่จะศึกษา เป็นตัวแทนไปพูดคุย ซึ่งมีทั้งกระทรวงการต่างประเทศกระทรวงกลาโหม และกระทรวงพลังงาน ที่จะช่วยกันดู
เมื่อถามว่าหวั่นประเด็นนี้จะบานปลายหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถ้าทุกคนเข้าใจในหลักการแล้ว ไม่น่าบานปลาย มันคือข้อเท็จจริงว่าต้องเป็นแบบนั้น ไม่มีคุยข้างหลัง คือหลักคิด และตามกฎหมายอยู่แล้ว และไม่ถือเป็นเผือกร้อนในมือของตนเอง
ส่วนแนวทางการแบ่งปิโตรเลียมใต้ทะเลนั้น ต้องคุยกันระหว่างประเทศก่อน ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดด้วยว่าจะสามารถแบ่งอย่างไรได้บ้าง เพื่อได้ผลประโยชน์ทั้งสองประเทศ และเกิดความยุติธรรมมากที่สุด ซึ่งเราทราบข้อดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องตั้งคณะกรรมการหรือผู้รู้เพื่อไปศึกษาร่วมกัน เพื่อให้ได้คำตอบที่จะสามารถตอบประชาชนได้อย่างชัดเจนซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
เมื่อถามว่าจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาของนายทักษิณ ชินวัตร บิดา เพื่อช่วยในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ดีสามารถสร้างคอนเน็คชั่นส์ดี ๆ ได้ เหมือนเวลามีเพื่อนสนิทก็สามารถพูดคุยกันได้แต่เรื่องประโยชน์ของประเทศต้องใช้คณะกรรมการเพื่อจะได้ไม่มีอคติ หรือความรู้สึกว่าเป็นของฉัน หรือของเธอ เพื่อเกิดความรู้จริง รู้ครบ และยุติธรรม
“ดิฉันเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่บอกไปว่า ประเทศไทยต้องมาก่อน คนไทยต้องมาก่อน เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้ ยืนยันจะรักษาแผ่นดินไทยไว้อย่างเต็มที่ จะทำให้พี่น้องประชาชนมีความสุขที่สุด นั่นคือสิ่งที่ต้องการ”
z-z1603487247937.jpg)