닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ4

นายกฯ ลุกแจงปมบัญชีทรัพย์สิน เผยยื่น ป.ป.ช. ครบ ตรวจสอบได้ - ลั่น ถูกตรวจเข้มตั้งแต่ปี 49 หลังรัฐประหาร - มั่นใจ แม้อายุน้อย แต่เสียภาษีให้รัฐมากกว่าคนกล่าวหา



วันที่ 24 มี.ค. 2568 ที่ รัฐสภา นางสาวแพทองธาร ชินวัตรนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบในช่วงอภิปราย ระบุว่า ตอนเช้าที่ผ่านมา มีสมาชิกที่มีการอภิปรายบอกว่า เข้าใจว่าตัวเองเป็นจอมยุทธ์ก็กำลังสำคัญผิดในเรื่องของข้อเท็จจริง  การใช้สำนวนโวหารต่างๆทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและเอาเรื่องภาษีที่เป็นคนละหมวดกันมาอธิบายให้คนเกิดความสับสน

“ตนขอยืนยันทั้งการปฏิบัติและเจตนาที่ได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาถูกต้องตามกระบวนการตามข้อกฎหมายทุกอย่าง ซึ่งการที่จะกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี คนนี้หนีภาษีไม่ได้เป็นความจริงเลย และจริงๆแล้วเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามเพราะถึงแม้ตัวเองจะอายุน้อยกว่าท่านแต่ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันเสียภาษีให้รัฐ มากกว่าท่านแน่นอน” นายกฯกล่าว

ส่วนในเรื่องของบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน  ขอชี้แจงให้เข้าใจตรงกันว่าการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. นับตั้งแต่วันที่ตนเองได้มีการดำรงตำแหน่ง ซึ่งได้ยื่นต่อ ป.ป.ช. ครบถ้วนตามขั้นตอนทุกอย่าง ซึ่งในขณะนี้มีการยื่นคำร้องเรื่องของการตรวจสอบความถูกต้องและเรื่องทุกอย่างที่ถูกฟ้องไปก็อยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. ที่จะตรวจสอบตามขั้นตอน ซึ่งมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและเต็มใจที่จะแสดงข้อมูลหลักฐานทุกอย่างที่ทาง ป.ป.ช. ขอมาพร้อมให้ความร่วมมือทุกประการจนกว่าจะได้ข้อสรุปจาก ป.ป.ช.

ส่วนเรื่องของธุรกรรมก่อนการดำรงตำแหน่ง ซึ่งด้านท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายว่าทรัพย์สินกิจการของครอบครัวและทรัพย์สินหนี้สินกิจการทั้งหมดที่ของตนเองและครอบครัวนั้นที่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมาตลอดและไม่เคยมีตอนไหนไม่เข้มข้นเลย ทุกบัญชี ทุกธุรกรรมอยู่ในสายตาและสามารถเปิดเผยอย่างโปร่งใสมานานมากแล้ว

นอกจากนี้ขอยืนยันว่าที่โดนตรวจสอบทั้งหมดและทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทรัพย์สินทุกอย่างถูกต้องตามกฏหมายไม่ว่าจะเป็นที่ดินทุกแปลง ทุกตารางวา ทุกอย่าง มีการออกโฉนดโดยรัฐทั้งหมดไม่มีการซื้อที่ดินที่ไม่มีโฉนด

ซึ่งการทำธุรกรรมในเรื่องของหุ้นที่ท่านสมาชิกพูดถึงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ก่อนที่จะเข้าสู่การเมืองหลายปี คือมีความตั้งใจในการปรับโครงสร้างของการถือหุ้นบริษัทโดยการซื้อขายผ่าน ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือที่เรียกสั้นๆว่า PN ซึ่งเป็นหนังสือที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับบุคคลหนึ่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งหนังสือดังกล่าวตนได้ติดอากรแสตมป์ตามกฏหมายเรียบร้อย และการซื้อขายลักษณะนี้บางรายการก็ไม่มีการเสียภาษีเนื่องจากว่ายังไม่มีการชำระเงิน จึงไม่สามารถเสียภาษีได้

โดยการซื้อขายแบบนี้จึงเป็นภาระหนี้สินระหว่างตนเองที่เป็นผู้ซื้อและครอบครัวที่เป็นผู้ขาย จริงๆชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ได้มีพฤติกรรมอำพรางใดๆเพราะถ้าหากเกิดการซื้อขายต่างๆยอดหนี้ก็ต้องแสดงชัดเจนในบัญชีอยู่แล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่ายื่น ป.ป.ช. ไปหมดแล้วสามารถตรวจสอบได้ทุกอย่างเช่นเดียวกัน

ซึ่งวิธีการเหล่านี้ที่ตนเล่าให้ฟังในเรื่องของ PN หรือการปรับโครงสร้างต่างๆไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นเรื่องที่ทำกันมาปกติอยู่แล้ว สามารถถามสมาชิกฝ่ายค้านในพรรคของท่านเองได้ว่ามีใครทำธุรกิจอะไรประมาณนี้หรือไม่ และได้มีการทำในเรื่องของตัวเองที่ใช้สัญญาหรือใช้หนี้แบบนี้บ้างหรือไม่ให้ลองถามดู

ส่วนที่มีการอ้างว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นแหล่งทุจริตข้าราชการผู้ใหญ่จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินในขบวนการค้ายาเสพติดจะมีการออกตั๋วให้กัน ตนมองว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จินตนาการมากไปสักเล็กน้อย แต่ว่าก็ไม่เล็กน้อยคิดว่าแล้วดูเหมือนว่าจินตนาการเยอะมากไปเหมือนกัน “ ซึ่งการออกตั๋วสัญญาใช้เงินจะทำกับธุรกรรมที่ถูกกฎหมายดำเนินการได้โดยเปิดเผยฝ่ายผู้ซื้อ ฝ่ายผู้ขายรับภาระหนี้สินระหว่างกันไม่มีการกระทำนอกกฎหมายใดๆ  เพราะว่ากระทำนอกกฎหมายที่ไหนจะออกตั๋วสัญญาใช้เงินที่ระบุที่มาของเงินไม่ได้ ตรงนี้มันก็ไม่สามารถทำได้ซึ่งการเลือกใช้วิธีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการรับให้ เพราะสิ่งนี้เป็นการดำเนินการธุรกิจอย่างเปิดเผยเพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันไม่สามารถแอบทำได้ต้องเป็นทำแบบถูกกฎหมาย ซึ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องล้วนแต่เป็นผู้ที่ต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว

ส่วนเรื่องของการปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องใช้การซื้อขายแต่ ณ เวลานั้นตนไม่ได้มีความพร้อมที่จะชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้แทน ซึ่งได้มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว และได้พูดคุยกันในครอบครัวอยู่แล้ว ว่าเรื่องนี้จะวางแผนที่จะชำระหนี้ ซึ่งรอบแรกจะเกิดขึ้นภายในปีหน้านี้ ก็เป็นสิ่งที่ตนและครอบครัวได้มีการตกลงกันและไม่ได้มีปัญหาอะไร ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดการซื้อขายเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะปรากฏหลักฐานในบัญชีทรัพย์สินของตน ซึ่งเหมือนเดิมทาง ป.ป.ช.ก็ตรวจสอบได้อีกเช่นกัน ซึ่งถ้ามีการซื้อขายและมีการจ่ายภาษีเกิดขึ้นยังไงเราก็ลดการจ่ายภาษีไม่ได้อยู่แล้ว

ส่วนในเรื่องของที่ดินอัลไพน์เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานมากๆ ตั้งแต่บริษัทครอบครัวของตนซื้อที่ดินแปลงนี้  ซึ่งมีมาตั้งแต่ตอนที่ตนอายุ 11 ขวบ และเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งไม่แน่ใจว่าท่านจะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ตอนนั้นหรือไม่ การซื้อที่ดินทุกแปลงของครอบครัว ไม่เคยซื้อที่ดินที่ไม่มีการออกโฉนดโดยหน่วยงานรัฐ เพราะจริงๆ แล้วเราก็ต้องทราบอยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและเป็นสิ่งที่ต้องทำ

หลังจากนั้นเมื่อมีคดีความและขั้นตอนที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง จนมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการไปแทรกแซงใดๆ และไม่เคยไปสั่งให้หน่วยงานไหนแทรกแซงหรือทำเรื่องนี้ให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะว่ามันไม่สามารถทำได้ แต่อาจจะคิดว่าท่านอาจจะไม่ค่อยเข้าใจในกระบวนการทำงานที่แท้จริง ก็อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้ แต่มันแทรกแซงแบบนั้นไม่ได้ ซึ่งตนอาจจะมีการอธิบายในอนาคตเพิ่มเติม และในเรื่องนี้จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีก แต่เสร็จจากนี้ตนจะขออนุญาตมอบให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยชี้แจงในเรื่องนี้เพิ่มเติมในรายละเอียด ก็จะทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทั้งหมด

ในส่วนของเขากระโดงเป็นกรณีพิพาทระหว่างกรมที่ดินการรถไฟและประชาชน ตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีจะกำชับเรื่องนี้อย่างดีและให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ที่แน่ๆ ทุกขั้นตอนจะต้องถูกดำเนินอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตามกระบวนการ ขอให้มั่นใจว่าตนทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ที่ต้องผ่านเข้ากระบวนการ ก็สามารถเข้าขบวนการตามระบบตามระเบียบจริงๆ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความวุ่นวายต่างๆ ตามมา และไม่อยากให้ใช้เรื่องเซนซิทีฟเหล่านี้พูดจาให้เกิดความสับสนหรือเกิดความแตกแยกในสังคม จริงๆ แล้วเราก็เป็นคนรุ่นใหม่น่าจะพร้อมที่จะรับฟัง เมื่อใครหรือหน่วยงานใดๆ ที่เป็นประโยชน์และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนก็ควรจะชื่นชมบ้าง จะได้เป็นกำลังใจในการทำงานด้วย เพราะอย่างน้อยๆ เราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน มั่นใจว่าทุกๆ คนหวังดีกับประเทศไทยเช่นกัน เพราะฉะนั้นการพูดให้คนเกิดความเกลียดชังหรือความสร้างความแตกแยก เราผู้มีวุฒิภาวะไม่ควรทำ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวประท้วง นางสาวแพทองธารชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังจากโดนพาดพิงถึงประเด็นการเสียภาษีว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องเสียภาษีมากกว่า เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ตนเองมั่นใจว่าคนไทย 60 ล้านคน เสียภาษีน้อยกว่านายกรัฐมนตรีทั้งนั้น แต่หากย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 50(9) ระบุไว้ว่า บุคคลมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ตามที่กฎหมายบัญญัติ ประชาชนจะเสียมากเสียน้อย ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน 

จากนั้นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นประท้วงทันทีว่า ไม่อยากให้ประธานเปลี่ยนญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็น
กระทู้และการพาดพิง ที่สามารถใช้สิทธิ์การโต้แย้งได้ แต่สิ่งที่พูดออกมาไม่มีความเห็นและไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับสิทธิ์พาดพิงเลย จึงอยากให้ประธานควบคุมการประชุม

นายวิโรจน์ จึงกล่าวต่ออีกว่า  การเสียภาษีมากน้อยไม่สำคัญ ตราบใดที่ประชาชนยังเสียภาษี ถูกต้องก็ถือว่าทำได้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่การเสียภาษีมาก แต่หาเทคนิคการหลีกเลี่ยงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ