닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---4

นักวิชาการ ชี้ คดีแพทองธาร อาจซ้ำรอย ‘เศรษฐา’ เสี่ยงถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต



วันที่ 16 ส.ค. 68 นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว The Room44 ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมวินิจฉัยกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยระบุว่า คดีนี้มีความใกล้เคียงกับกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยเผชิญปัญหาลักษณะคล้ายกัน

นายคมสัน กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีมีความผิดจริง ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และเรื่องจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อวินิจฉัยในเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่ง ป.ป.ช. จะเป็นผู้ดำเนินการต่อ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริงตามหลักจริยธรรม อาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิทางการ
เมืองตลอดชีวิต

ทั้งนี้ เมื่อบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง คณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ แต่จะมีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทน ซึ่งปัจจุบันคือนายภูมิธรรม เวชยชัย และจะต้องมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต่อไป

เมื่อถามถึงทางเลือกทางการเมืองที่เป็นไปได้ในขณะนี้ คือ การยุบสภา การลาออก หรือการสู้คดีจนถึงที่สุด นายคมสัน ให้ความเห็นว่า ไม่มีทางเลือกใดที่เรียกว่า “ดีที่สุด” สำหรับ น.ส.แพทองธารในสถานการณ์นี้ โดยมองว่าการลาออกอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยลดแรงปะทะได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะหยุดการพิจารณาคดีของศาลได้

“หากจะต่อสู้ต่อไป ก็ดูจะเป็นเส้นทางที่ลำบาก และอาจถึงทางตัน ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยดวงและการวางแผนการเมืองอย่างรอบคอบ เพราะแม้จะลาออก แต่ศาลก็อาจไม่ยุติการพิจารณาคดี” นายคมสัน กล่าว

สำหรับกรณีที่เป็นต้นเหตุของคดี นายคมสัน ชี้ว่า คลิปเสียงที่มีเนื้อหาเป็นการเจรจาส่วนตัวกับสมเด็จฮุน เซน แม้จะถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการพูดคุยแบบ “ลุงกับหลาน” แต่ในความเป็นจริง ฮุน เซน ยังมีสถานะเป็นผู้มีอำนาจสำคัญในกัมพูชา การเจรจาในลักษณะดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นการติดต่อระหว่างผู้นำประเทศ และไม่เป็นไปตามหลักการทางการทูตที่เหมาะสม

การเจรจาเช่นนี้ควรเกิดขึ้นในสถานที่ราชการ มีเจ้าหน้าที่ร่วมรับฟังและล่ามแปล ไม่ใช่การพูดคุยส่วนบุคคล การขอความช่วยเหลือในลักษณะนี้จึงเสี่ยงต่อการตีความว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อประเทศที่อาจถูกมองว่าเป็น ‘ศัตรู’ และอาจเข้าข่ายละเมิดความมั่นคงของชาติ นายคมสัน กล่าว

นายคมสัน มองว่า หากนายกรัฐมนตรีลาออกโดยไม่ยุบสภา จะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง เพราะยังมีบุคคลในบัญชีของพรรคการเมืองที่สามารถเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยเอง เช่น นายชัยเกษม นิติสิริ หรือจากพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา หรือรวมไทยสร้างชาติ

อย่างไรก็ตาม นายคมสัน ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตกไปอยู่กับพรรคเล็กอย่างง่ายดาย เพราะต้องการรักษาอำนาจให้นานที่สุด แม้จะมีความเสี่ยงต่อความนิยมจากประชาชนก็ตาม

นายคมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประเมินในระยะยาว พรรคเพื่อไทยอาจเผชิญความเสียหายทางการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อประชาชนมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของบุคคล แต่เป็นปัญหาของโครงสร้างภายในพรรค และความเกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร

“แม้จะเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่ตราบใดที่คุณทักษิณยังมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง การเมืองไทยก็จะยังไม่พ้นวงจรเดิม และพรรคเพื่อไทยจะถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและความชอบธรรมต่อไป”

นายคมสัน ยังกล่าวว่า หากเกิดการเลือกตั้งใหม่ โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะพ่ายแพ้ก็มีสูง เนื่องจากกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคง ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีในช่วงหาเสียงเศรษฐกิจอาจฟื้น หากเปลี่ยนผู้นำ

ท้ายที่สุด นายคมสัน กล่าวว่า หากศาลวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งจริง อาจส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านความเชื่อมั่นของตลาด เพราะนักลงทุนต้องการความชัดเจนและเสถียรภาพทางการเมือง

“ตลาดหุ้นอาจตอบรับในทางบวก หากศาลมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจนและยุติธรรม เพราะนั่นจะสะท้อนถึงระบบนิติธรรมที่เข้มแข็ง และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง” นายคมสัน กล่าวทิ้งท้าย