닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopy20

ทูตอิหร่านเดือด! ประณามสหรัฐฯ-อิสราเอล ลอบสังหาร 'คาเมเนอี' เปิดกล่องแพนโดราสู่สงครามล้างเผ่าพันธุ์ ชี้ โจมตีผู้นำสูงสุดคือจุดแตกหัก ประกาศกร้าว 'สิทธิป้องกันตนเอง' หลังโรงเรียน-รพ. ถูกบอมบ์ยับ เด็กตายเพียบ สะกิด 'อนุทิน' วอนไทยช่วยเบรกสหรัฐฯ



วันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่สถานเอกอัคราชทูตอิหร่าน ประจำประเทศไทย ดร.นัสเซเรดดิน ไฮดารี เอกอัคราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำราชอาณาจักรไทย แถลงจุดยืนต่อเหตุการณ์สูรบและชี้แจงรายละเอียด ว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในระหว่างเหตุการณ์การรุกรานละลอกใหม่ที่ไม่มีการยั่วยุและไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งเป็นการละเมิดอย่างชัดแจ้งต่อมาตรา 2(4) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกาและระบอบการปกครองของอิสราเอลได้จงใจมุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีอธิปไตย กล่าวคือ ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน “อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี”

การกระทำก่อการร้ายอันขี้ขลาดนี้ถือเป็นการโจมตีโดยตรงต่อหลักการพื้นฐานที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงข้อห้ามในการใช้กำลัง การเคารพในความเท่าเทียมทางอธิปไตยของรัฐ รวมถึงสิทธิ์ที่จะถูกละเมิดและความคุ้มกันของประมุขแห่งรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการยกระดับของสงครามที่อันตรายและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งกระทบต่อบรรทัดฐานพื้นฐานที่สุดของความเป็นรัฐและการดำเนินงานอย่างอารยะในหมูมวลมนุษยชาติ ประมุขแห่งรัฐเป็นตัวแทนของอธิปไตยของชาติของตน และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ย่อมได้รับการคุ้มกัน ความเคารพ และเอกสิทธิ์คุ้มกัน ซึ่งจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนอย่างเป็นอิสระ

ดังนั้น การจงใจมุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จึงถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่อบรรทัดฐานพื้นฐานที่สุดที่ใช้ปกครองความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การกระทำก่อการร้ายที่ชัดเจนดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดหลักการที่ยอมรับกันของกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิด “กล่องแพนโดรา” ที่เป็นอันตราย ซึ่งจะกัดกร่อนรากฐานความเท่าเทียมทางอธิปไตยและเสถียรภาพของระบบระหว่างประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น ‘อายะตุลลอฮ์ เซเยด อาลี คาเมเนอี’ ไม่เพียงแต่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำทางศาสนาที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากชาวมุสลิมหลายสิบล้านคนในภูมิภาคและทั่วโลก การก่อการร้ายเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง ดังนั้นความรับผิดชอบทั้งหมดจึงตกอยู่กับผู้กระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว เหตุการณ์นี้ไม่ได้ลบล้างสิทธิอันชอบธรรมที่มีมาแต่กำเนิดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และประชาชนของตน ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 ว่าด้วยสิทธิในการป้องกันตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นนับตั้งแต่เริ่มต้นการโจมตีการรุกรานระลอกใหม่ของสหรัฐอเมริกาและระบอบการปกครองของอิสราเอล ที่เป็นการรุกรานโดยปราศจากการยั่วยุและไม่มีเหตุผลต่ออิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 การโจมตีทางทหารได้มุ่งเป้าไปยังเป้าหมายพลเรือน รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล และอุปกรณ์กับเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ ส่งผลให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนหลายสิบคนเสียชีวิต รวมถึงผู้หญิงและเด็ก และยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนจากสหประชาชาติ เพื่อยุติเหตุการณ์ดังกล่าวและนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ในวันแรกของการรุกราน การทำลายโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งโดยเจตนาในเมืองมีนับ ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ในจังหวัดฮอร์โมซกัน ส่งผลให้เด็กนักเรียนหญิงผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตถึง 165 คน โดยร่างของพวกเธอถูกเก็บกู้จากซากปรักหักพังหลังจากปฏิบัติการกู้ภัยหลายชั่วโมง ในวันเดียวกันยังเกิดการโจมตีลักษณะคล้ายกันในเมืองอื่น ๆ เช่น พื้นที่ตะวันออกของกรุงเตหะราน และเมืองเอบแย็ก ในจังหวัดกัซวีน ทำให้นักเรียนบางส่วนเสียชีวิต เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงอาชญากรรมที่แพร่หลายและเป็นระบบต่อประชากรพลเรือน ซึ่งเข้าข่าย “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 การโจมตีได้มุ่งเป้าไปยังอาคารของสภาเสี้ยววงเดือนแดง (Red Crescent) โรงพยาบาลในกรุงเตหะราน เมืองอาห์วาซ และเมืองอื่น ๆ รวมถึงอาคารที่พักอาศัย วันที่ 2 และ 3 มีนาคม มีการยิงขีปนาวุธใส่พื้นที่ที่อยู่อาศัยที่มีประชากรหนาแน่นในเมืองต่าง ๆ รวมถึงในจังหวัดคุลสิสถาน ทางตะวันตกของอิหร่าน

การกระทำเหล่านี้ซึ่งเพิ่มเข้าไปในรายชื่ออาชญากรรมสงครามอันยาวนานของสหรัฐอเมริกาและระบอบการปกครองของอิสราเอลต่อชนชาติอิหร่าน ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อหลักการที่เป็นที่ยอมรับอย่างมั่นคงของกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดหลักการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างร้ายแรง และเป็นการท้าทายต่อหลักสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตของพลเรือน การรุกรานทั้งหมดนี้ถูกวางแผนและดำเนินการในขณะที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกากำลังมีการเจรจาทางการทูตกันอยู่ มีการยอมรับว่าเช่นเดียวกับการเจรจาในรอบก่อนหน้า การเจรจาครั้งนี้เป็นเพียงปฏิบัติการหลอกลวง และการตัดสินใจโจมตีอิหร่านได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกาของเนทันยาฮู แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะกล่าวว่า “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) แต่การกระทำแห่งการรุกรานนี้แสดงให้เห็นว่าอิสราเอลคือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และเขาพร้อมจะสละเลือดของทหารอเมริกันเพื่อบรรลุเป้าหมายอันชั่วร้ายของระบอบการปกครองอิสราเอล ทั้งที่อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ แม้อิหร่านจะมีประสบการณ์ในอดีตและตระหนักถึงเจตนาร้ายของสหรัฐอเมริกา แต่อิหร่านก็ยังเข้าร่วมการเจรจาเหล่านี้เพื่อทำตามหน้าที่ต่อระบบระหว่างประเทศและต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของประชาชาติอิหร่านว่าไม่ได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และเพื่อขจัดความคลุมเครือหรือข้ออ้างใด ๆ ที่อาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการรุกรานเพิ่มเติมโดยสหรัฐอเมริกาและระบอบการปกครองอิสราเอล

ดร.นัสเซเรดดิน กล่าวต่อว่า อิหร่านเข้าร่วมกระบวนการเจรจาและการทูตนี้ด้วยความจริงใจ และความตั้งใจจริง โดยทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม อย่างไรก็ตาม สงครามแห่งการรุกรานต่ออิหร่านก็ยังถูกเริ่มขึ้น และการกระทำที่เลวร้ายที่สุดของการรุกรานครั้งนี้คือปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ดังนั้น เนื่องจากอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะสงครามเต็มรูปแบบและเผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ อิหร่านจึงมีสิทธิอย่างเต็มที่ในฐานะรัฐที่ตกเป็นเหยื่อของการรุกราน ที่จะปกป้องตนเองด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และความเด็ดเดี่ยว จนกว่าสงครามแห่งการรุกรานนี้จะยุติลง

เมื่อถามว่าอยากบอกอะไรกับคนไทยที่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยให้เหตุผลว่าอิหร่านสังหารผู้ประท้วงไปหลายพันคน ดร.นัสเซเรดดิน กล่าวว่า ตำถามนี้ได้ข้อมูลจากสื่อตะวันตก การตอบโต้กับผู้ประท้วงในประเทศในช่วงการสู้รบ 12 วัน จริงๆ แล้วเขาโจมตีอีหร่านก่อน แต่การรักชาติที่เกิดขึ้นในอิหร่านก็ทำให้เขากลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อปกป้องดินแดน ตนได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วขอให้ไปดูคำตอบเหล่านั้น ในการประท้วงนั้นส่วนมากเกิดขึ้นโดยมีการแทรกแซง และมีคนอเมริกันจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องเกี่ยว เป็นการกำกับและออกแบบโดยคนที่อยู่นอกประเทศ จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้ามี่ด้านความมั่นคงและบังคับใช้กฎหมายก็เสียชีวิตไปจำนวนมาก ฉะนั้นก็เป็นการกระทำที่ต้องการจู่โจมอิหร่าน และคนเหล่านี้ที่แสดงการต่อต้านก็ถูกสังหารโดยคนที่ปลุกปั่นในอิหร่าน ซึ่งจนิงๆ แล้วในช่วง 8 วันของการประท้วงนั้นสันติมาก แต่ช่วง 2 วันสุดท้ายเป็นความวุ่นวาย และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เพราะมีการสังหารกันของคนจำนวนมาก ตนหวังว่าประเทศไทยจะไม่รับข้อมูลจากสื่อตะวันตกมากจนเกินไป และหวังว่าข่าวที่มาทางตะวันตกนั้นหากดูมุมมองการนำเสนอข่าวของอิหร่านก็จะได้ข้อมูลที่ต่างกันสิ้นเชิง ดังนั้นตนเชื่อว่าคนไทยต้องระวังในการวิเคาาะห์ข่าวตะวันตก ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศไทยนั้นลึกซึ้ง วัฒนธรรมและการเมืองของเรา มีความเชื่อมโยงกันกว่า 420 ปีที่แล้ว และอย่าลืมว่าตอนนั้นประเทศไทยเองก็อยู่ภายใต้การปกครองของพม่า แล้วมีผู้แทนจากอิหร่านที่ให้คำแนะนำกับกษัตริย์ของไทยในสมัยนั้น ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้าหากัน ตนคิดว่าสิ่งที่ตะวันตกเล่าถึงอิหร่านนั้นไม่ถูกต้อง

เมื่อถามว่าในการปิดช่องแคบฮอร์มุชนั้นมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่นานาชาติจะต้องเคารพก่อนเปิดช่องแคบได้ เพื่อให้เรือสินค้าเข้าออกได้ ดร.นัสเซเรดดิน กล่าวว่า ตอนนี้ภัยคุกคามถึงขั้นการล้างเผ่าพันธุ์ของอิหร่าน เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราคือปกป้องความสงบที่เกิดขึ้นในช่องแคบดังกล่าว ไม่มีใครที่ถูกโจมตีมาก่อน แต่สถานการณ์นี้จะเห็นได้ว่าพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในสงคราม เพราะฉะนั้นเราต้องปกป้องตนเอง อิหร่านเป็นผู้ปกป้องพื้นที่ช่องแคบนี้อย่างสงบมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฉะนั้นเราไม่ขู่ที่จะทำร้ายใคร แต่พื้นที่ดังกล่าวกลับเต็มไปด้วยการสู้รบที่มุ่งเป้าหมายที่อิหร่าน ตนไม่ใช่นักยุทธศาสตร์ที่จะตอบคำถามนี้ได้ แต่ตนรู้ว่าจะมีการพิจารณาประเด็นนี้ภายในรัฐบาลของอิหร่าน

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงรัฐฐาลไทย ดร.นัสเซเรดดิน ระบุว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถพูดอะไรมากได้เนื่องจากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ แต่เชื่อว่ารัฐบาลทั้งอิหร่านและประเทศไทยได้มีการพูดคุยติดต่อกันอยู่ตลอด แต่ตอนนี้ที่เป็นห่วงมากกว่าคือคนไทยที่อยู่ในอิหร่านจะกลับบ้านอย่างไร โดยตอนนี้มีจำนวนหนึ่งที่ติดต่อมาและได้พูดคุยกับกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดในตอนนี้คือคนไทยกว่า 200 คนกลับบ้านมาให้ได้ และสิ่งที่ตนติดตามข่าวสารอย่างที่นายกรัฐมนตรีไทยได้บอกไว้คือให้พวกเขาเดินทางออกจากเตหะรานไปที่ชายแดนตุรกี และรัฐบาลไทยได้ประกาศว่าหากตัวเลขถึง 100 คน อาจต้องมีการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยกลับมา แต่เพื่อให้ทุกคนได้มั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีคนไทยบาดเจ็บ ซึ่งได้มีการติดต่อกับสถานทูตไทยในประเทศรวมถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทยว่าไม่มีคนคนไทยที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ตอนนี้กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ทำงานร่วมกัน หวังว่าการลำเลียงในครั้งนี้จะสามารถทำให้คนไทยกลับบ้านได้

เมื่อถามว่าจะสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มีคนอิหร่านที่ก่อการตอบโต้ด้วยความรุนแรงภายในพื้นที่ประเทศไทย ดร.นัสเซเรดดิน ระบุว่า ตนยังไม่ได้ได้รับรายงานว่าจะมีคนอิหร่านมาความรุนแรงใดๆ และเชื่อว่าไม่ทำ 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่าทางอิหร่านได้เลือกผู้สืบทอดอำนาจเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศแล้วซึ่งเป็นทายาทของอดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตไป ซึ่งกระบวนการนี้เสร็จสิ้นหรือยังและอิหร่านได้มีการเลือกผู้นำอย่างชัดเจนหรือยัง ดร.นัสเซเรดดิน เผยว่า อ้างอิงตามกฏหมายของอิหร่านก็จะมีขั้นตอนในการกำหนด โดยที่จะมีทั้งนิติบัญญัติและตุลาการ ก็จะดูแลตำแหน่งผู้นำสูงสุดจนกว่าจะสามารถแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ขึ้นได้ เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่าได้มีการเลือกแล้วหรือยัง เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันมา หรือยังไม่มีการตัดสินใจจากรัฐบาล อาจจะมีการคาดเดาโดยสื่อมวลชนหรือบุคคลอื่น แต่เท่าที่ทราบยังไม่มีการยืนยันใดๆ ว่ามีผู้นำสูงสุดคนใหม่

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับกรณีที่รถของสถานทูตสหรัฐที่ต้องสงสัยว่าอาจจะมีโทษสหรัฐไปเจอกับรัฐบาลไทยนั้น ดร.นัสเซเรดดิน ระบุว่า ตนเพิ่งทราบว่าอาจเป็นการเชิญไปชี้แจง จากการให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐนั้นมองว่าประเด็นนี้ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตนคิดว่าไม่มีอะไร คงพยายามหาวิธีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองในอิหร่านและมีความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับอิหร่าน โดยผู้นำสหรัฐฯ ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับอิหร่าน ที่ผ่านมาอาจมีข้อมูลลวงภายในรัฐบาลอเมริกันที่มีต่ออิหร่าน เราไม่อยากให้มีใครรั้งเลือดทั้งสิ้น แต่อิสราเอลดึงสหรัฐเข้ามาในสงครามนี้ สิ่งที่ที่พูดกันระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับทูตอเมริกันนั้นตนไม่ทราบ แต่หวังว่านายกรัฐมนตรีของไทยควรจะบอกให้อเมริกาหยุดสงครามในครั้งนี้ เช่นนั้นจะกระทบต่อภูมิภาคและโลกทั้งใบอย่างที่ตนได้ติดตามข่าวในประเทศไทยก็จะเห็นว่ามีความกังวลในหมู่นักท่องเที่ยวและเรื่องของการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งประเทศไทยตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนักการเมืองมืออาชีพ อย่างน้อยก็น่าจะบอกกับทูตอเมริกันให้หยุดสงครามในครั้งนี้