ทบ.ไฟเขียว ประกาศงดฝึกนักศึกษาวิชาทหารปล่อยไปเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้
ทบ.ไฟเขียว ประกาศงดฝึกนักศึกษาวิชาทหารปล่อยไปเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ เปิดโอกาสให้ใช้สิทธิ์เต็มที่ เตรียมปรับหลักสูตรพร้อมจัดกิจกรรมทดแทน
วันที่ 29 ม.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย เปิดเผยถึงกรณีการฝึกของนักศึกษาวิชาทหารในช่วงวันเลือกตั้งว่า กองทัพบกได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ 8 ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้ง จะไม่มีการฝึกนักศึกษาวิชาทหารในทุกกรณี เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิ์ในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งของนักศึกษา
พลตรี วินธัย ระบุว่า ข้อสรุปดังกล่าวเป็นผลจากการหารือล่าสุดของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หรือ นรด. โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า การเลื่อนวันฝึกออกไปไม่เหมาะสม เนื่องจากมีนักศึกษาวิชาทหารเข้ารับการฝึกเป็นจำนวนหลายหมื่นคน หากเลื่อนจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการในภาพรวม
แนวทางแก้ไขจึงใช้วิธี ปรับลดจำนวนวันฝึกตามหลักสูตร เช่น ผู้ที่ต้องฝึก 5 วัน จะลดเหลือ 4 วัน และผู้ที่ฝึก 4 วัน หากตรงกับวันเลือกตั้ง จะลดเหลือ 3 วัน พร้อมจัดกิจกรรมอื่นมาทดแทน อาทิ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาวิชาทหารปฏิบัติอยู่แล้ว ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก
โฆษกกองทัพบกกล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดวันเลือกตั้งเกิดขึ้นภายหลังจากที่ตารางการฝึกนักศึกษาวิชาทหารถูกวางไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่สถานศึกษาส่วนใหญ่สามารถจัดการเรียนการฝึกได้สะดวก ก่อนเข้าสู่ช่วงสอบและปิดภาคเรียน ทำให้การบริหารจัดการต้องดำเนินควบคู่กับสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด
ในช่วงแรก เคยมีแนวคิดให้นักศึกษาวิชาทหารใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า หรือจัดการเดินทางเป็นกลุ่ม แต่จากการประเมินพบว่าด้วยจำนวนผู้เข้ารับการฝึกที่มาก อาจก่อให้เกิดภาระด้านการเดินทางและงานธุรการสูง จึงสรุปให้ งดการฝึกในวันเลือกตั้งทั้งหมด และจัดกิจกรรมอื่นมาทดแทน โดยไม่มีการเลื่อนวันฝึกไปวันอื่น
ทบ.เตรียมจัดพิธีสดุดีวีรชนชายแดนไทย–กัมพูชา 3 กุมภาพันธ์ เนื่องในวันทหารผ่านศึก เปิดนิทรรศการรำลึกผู้เสียสละ 46 นาย ย้ำดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิต–ผู้บาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง
พล.ต.วินธัย สุวารี เลขานุการกองทัพบกและโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้กำหนดจัดกิจกรรมสดุดีวีรชนผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จากสองยุทธการสำคัญ ได้แก่ ยุทธการยุทธหัตถี และยุทธการศตวรรษ โดยเลือกวันดังกล่าวซึ่งตรงกับวันทหารผ่านศึก เนื่องจากเป็นวันที่มีความหมาย และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเชิญครอบครัวผู้เสียสละเข้าร่วมพิธีอย่างสมเกียรติ
กิจกรรมในช่วงเช้าจะจัดนิทรรศการรำลึกถึงภารกิจทางทหารของทั้งสองยุทธการ พร้อมกล่าวสดุดีผู้เสียชีวิตรวม 46 นาย เปิดให้ประชาชนทั่วไป ข้าราชการ และผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมแสดงความอาลัยและให้กำลังใจตั้งแต่เวลา 09.00 น.
ช่วงบ่ายจะมีพิธีสงฆ์ในเวลาประมาณ 15.00 น. จากนั้นจะมีพิธีจารึกชื่อผู้เสียชีวิตบนแผ่นป้าย ณ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก ก่อนเข้าสู่พิธีสดุดีอย่างเป็นทางการ บริเวณลานหน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยไฮไลท์สำคัญคือการมอบสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจ และความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต
โฆษกกองทัพบกย้ำว่า ผู้บัญชาการทหารบกให้ความสำคัญกับการดูแลกำลังพลและครอบครัวผู้เสียสละอย่างยิ่ง โดยถือว่ากำลังพลทุกนายคือเพื่อนร่วมชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ การดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนยังเป็นสมาชิกของครอบครัวกองทัพบก
ส่วนกรณีประเด็นเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามแนวชายแดน ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งเร่งแก้ไขทันทีที่รับทราบ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเสริมกำลังจำนวนมากถึง 30,000–40,000 นาย ซึ่งอยู่นอกแผนงบประมาณประจำปีที่รองรับกำลังพลปกติราว 7,000–8,000 นาย กองทัพบกจึงต้องใช้งบรองจ่ายและของบกลางเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ล่าสุด งบประมาณดังกล่าวได้รับการอนุมัติและโอนถึงหน่วยเรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขั้นตอนต่อไปคือการจ่ายตรงถึงกำลังพล ซึ่งถือว่าออกจากความรับผิดชอบของกองทัพบกแล้ว พร้อมยืนยันว่าหากพบการบริหารจัดการที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ จะต้องได้รับโทษอย่างเด็ดขาด
สำหรับเงินช่วยเหลือกรณีทหารเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ วงเงินประมาณรายละ 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจากภาครัฐ โฆษกกองทัพบกระบุว่า โดยหลักการส่วนใหญ่ได้มีการจ่ายให้ครอบครัวแล้ว และจะมีการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความครบถ้วนต่อไป
โฆษกทบ.เผยไม่กังวลปะทะรอบ3 ชึ้เขมรขุดคูเลตแค่สร้างภาพสื่อสารในประเทศ ยันทหารมีแนวทางการปฏิบัติจึงไม่น่ากังวล
พล.ต.วินธัย เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีเสียงปืนดังที่บริเวณพระวิหาร 7 นัด เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่ายังไม่ได้รับรายงานกรณีดังกล่าว โดยให้มุมมองว่าในบริเวณพื้นที่ชายแดน เสียงในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น จากการซ้อมใช้อาวุธ แต่ยืนยันว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังไม่มีอะไรจำเป็นต้องกังวล
ส่วนที่มีข่าวลือเรื่องการปะทะบริเวณชายแดนรอบใหม่ โดยเฉพาะ ในช่วงใกล้การเลือกตั้งทั่วไปนั้น ยืนยันว่า กองทัพปกมีความพร้อม ไม่ได้หย่อนกำลัง ยังคงเฝ้าระวังตรวจตรา และทำหน้าที่เสริมความมั่นคง แต่สถานการณ์ก็ยังคงมีความไม่แน่นอน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการปะทะหรือไม่ แต่ย้ำว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังถือว่าไม่น่ากังวล เนื่องจากการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาขณะนี้ ยังอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ไม่ได้อยู่ในพื้นที่คาดเขียวหรือรุกล้ำอธิปไตยไทยอย่างที่ผ่านมา
ส่วนกรณีที่มีการขุดคูสนามเพลาะ หรือ คูเลต และการสนับสนุนอาวุธจากต่างประเทศ ตามที่ปราฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่าเป็นการเสริมกำลังเพื่อเตรียมการรบ พร้อมเท้าความว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะกันครั้งก่อน ฝ่ายกัมพูชามักมีลักษณะที่จะชอบขุดคูเลตอยู่แล้ว แม้บรรยากาศจะไม่ได้มีความตึงเครียดก็ตาม จึงคาดว่าเป็นการสร้างภาพในประเทศ เป็นประเพณีปฏิบัติของกัมพูชา ที่ชอบถ่ายภาพโชว์ เพื่อสื่อสารถึงประชาชนกัมพูชาได้ทราบว่าทหารกัมพูชายังคงดำเนินการต่าง ๆ อยู่ ไม่ได้นิ่งเฉย ยังมีศักยภาพทางทหารพร้อมต่อกรกับประเทศไทย แต่ยืนยันว่าหากปฏิบัติการต่าง ๆ เกินกว่าระดับที่ไทยตั้งเป้าไว้ ก็จะต้องมีการพูดคุย และย้ำว่าฝ่ายทหาร มีวิธีในการมองปฏิบัติการต่าง ๆ ว่ามีความน่ากังวลเพียงใด
นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบก ไม่ได้แสดงความกังวลต่อกรณีที่ฝ่ายกัมพูชา ร้องเรียนไปยังองค์การระหว่างประเทศว่าไทยรุกรานกัมพูชา ว่าจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดการปะทะครั้งใหม่ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมชอบร้องเรียนเช่นนี้อยู่แล้ว เนื่องจากประเทศกัมพูชา อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคและการสนับสนุนจากนานาชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการโต้แย้งประเด็นต่าง ๆ ที่ฝ่ายกัมพูชานำไปร้องเรียนในเวทีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
โฆษก ทบ. แจงเบิกเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดน 3-4 หมื่นนายล่าช้า ติดขั้นตอนจัดทำงบประมาณ ฮึ่มฟันวินัยหนักหากพบใคร “อมเบี้ยเลี้ยง”
พล.ต.วินธัย กล่าวชี้แจงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงของทหารในพื้นที่สู้รบชายแดนไทยกัมพูชาที่ล่าช้าพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง ว่า ทันทีที่ทราบเรื่องผู้บัญชาการทหารบกได้ดำเนินการทันที เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นก่อนหน้านี้หน้าสองถึง 2-3 สัปดาห์ ถ้ามองตามหลักธรรมชาติเราต้องสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานอยู่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการจัดกำลังขึ้นไปสมทบเป็นจำนวนมากใช้บุคลากรรวมแล้วประมาณ 30,000-40,000 นาย จึงไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณใช้จ่ายประจำปีซึ่งงบประมาณประจำปีได้จัดไว้สำหรับกำลังพลปกติจำนวน 7,000-8,000 นาย แต่เมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบผู้บัญชาการทหารบกจึงมีการตัดสินใจจัดไปจำนวนมากขึ้น ซึ่งพอจำนวนมากขึ้นแต่การพิจารณางบประมาณปกติได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปีในเดือนมิถุนายน จึงต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามที่รัฐบาลออกแบบไว้คือการใช้งบกลาง
แต่ในส่วนของเดือนตุลาคมทางกองทัพบกได้ทราบจำนวนแล้วจึงได้ทำของบประมาณไปตามขั้นตอนและได้งบประมาณมาในช่วงสัปดาห์ที่แล้วก่อนที่จะนำส่งไปยังหน่วยต่างๆโดยขั้นตอนต่อจากนี้ทางหน่วยจะจ่ายให้กับกำลังพล แต่ก่อนนั้นทางกองทัพบกได้แก้ปัญหาโดยใช้เงินสำรองจ่ายทั้งหมดไปดูแลเป็นเบี้ยเลี้ยงเพราะงบกลางที่กองทัพบกได้ขอรัฐบาลยังอยู่ในขั้นขั้นตอนการรออนุมัติ ซึ่งได้ใช้ งบไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่บาทเดียวโดยนำไปเฉลี่ยให้กับกำลังพลซึ่งเป็นพลทหารเป็นหลักก่อนส่วนกำลังพลนายสิบจะได้แค่บางส่วนก่อนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีการบริหารจัดการ บางครั้งทางหน่วยอาจสื่อสารได้ไม่ละเอียด เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้ความสำคัญเพราะหัวใจหลักของกองทัพบกคือการดูแลกำลังพล จึงนำเงินสำรองจ่ายไปเฉลี่ยให้กับกำลังพล แต่กำลังพลก็อาจจะยังรับทราบไม่ทั่วถึง
พล.ต.วินธัย กล่าวต่อว่า ประเด็นอื่นๆที่มีความตั้งใจจะไม่ทำตามแนวทางนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ถ้าเกิดมีการกระทำที่ผิดไปจากนี้ต้องได้รับโทษหนักอย่างแน่นอนเพราะถือว่าไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่ควรจะทำได้เหมาะสม
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์อมเบี้ยเลี้ยงในครั้งนี้จะให้ความมั่นใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างไรบ้าง พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เรื่องแบบนั้นเป็นการทำผิดกฎระเบียบ หากถามว่ามีหรือไม่ถ้าทางกองทัพบกทราบก็ถือว่าต้องดำเนินการลงโทษในอดีตยอมรับว่าน่าจะมีแต่ในปัจจุบันน่าจะเกิดขึ้นได้ยากแต่ด้วยที่กองทัพบกมีกำลังพลเป็นจำนวนมากเพราะฉะนั้นการดูแลจึงเป็นความท้าทายพอสมควรแต่ในท้ายที่สุดก็ต้องทำให้เรื่องนี้เหลือศูนย์ อย่างกรณีกำลังพลที่มีประวัติ กระทำความผิด ส่วนใหญ่จะเป็นระดับนายสิบหรือพลทหารด้วยกัน ถ้ามี 1% ใน 100,000 คนในทางทหารเราก็ถือว่ายอมรับไม่ได้ปัจจุบันหากรวบรวมมาก็น่าจะ 0.1% ในทางสันติก็น่าจะพอยอมรับได้แต่มันต้องไม่มีเลยในที่สุดตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก
ทบ.ยันเป็นกลางทางการเมือง หนุนเลือกตั้งตามกรอบกฎหมาย ย้ำให้กำลังพลไปใช้สิทธิ์ในฐานะประชาชน ยันไม่ชี้นำ -ไม่แทรกแซง พร้อมเปิดค่ายทหารให้หาเสียงอย่างเท่าเทียม
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงแนวทางการสนับสนุนการเลือกตั้งว่า กองทัพบกยึดมั่นในความเป็นกลางทางการเมือง โดยกำลังพลทุกนายมีสถานะเป็นประชาชนคนไทยเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป และผู้บัญชาการทหารบกให้ความสำคัญกับการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในฐานะหน้าที่ของพลเมือง พร้อมยืนยันว่าไม่มีการชี้นำหรือแทรกแซงทางการเมืองแต่อย่างใด
ในระดับหน่วย กรมกำลังพลได้กำหนดแนวปฏิบัติให้พรรคการเมืองสามารถเข้าหาเสียงได้อย่างเหมาะสมและเท่าเทียม โดยต้องให้เวลาและเงื่อนไขที่เสมอกันทุกพรรค และต้องไม่กระทำการใดที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรหรือขัดต่อกฎหมาย
พลตรี วินธัย ระบุว่า บรรยากาศการเลือกตั้งในครั้งนี้แตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 อย่างเห็นได้ชัด โดยในอดีตมีการนำประเด็นเกี่ยวกับกองทัพไปใช้ในการหาเสียงในลักษณะใช้อารมณ์หรือข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น เรื่องการถือครองที่ดิน หรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร ซึ่งกองทัพบกยืนยันว่า ที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ราชพัสดุของรัฐ กองทัพมีหน้าที่ดูแลแทนกระทรวงการคลัง ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
กองทัพบกพร้อมเปิดรับข้อสงสัยและคำวิพากษ์จากสังคม และถือว่าเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของความถูกต้องและกฎหมาย ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง
โฆษกกองทัพบกยังกล่าวถึงบทบาทหลักของกองทัพบก 4 ด้าน ได้แก่ การพิทักษ์สถาบัน งานป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงภายใน และการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจที่ประชาชนสามารถเห็นและจับต้องได้ โดยเฉพาะงานป้องกันประเทศตามแนวชายแดน ที่สะท้อนถึงความพร้อมและการฝึกอย่างต่อเนื่อง
ในกรณีการกระทำผิดภายในองค์กร กองทัพบกยืนยันไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และถือว่ากองทัพเป็นผู้เสียหายรายแรก หากพบการกระทำผิดวินัยหรือกฎหมาย จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทันที
พล.ต.วินธัย กล่าวย้ำว่า กองทัพบกเป็นข้าราชการประจำ ทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมายและบทบาทหลักขององค์กร ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศ ภารกิจป้องกันอธิปไตยและดูแลความมั่นคงของชาติจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กแงทัพบกได้ออกแนวทางปฏิบัติให้กำลังพลช่วงเลือกตั้ง ย้ำให้อิสระในการเลือก ชี้ใครสมัครเป็นสมาชิกพรรคต้องรายงานผู้บังคับบัญชา งด “พาดพิง- ส่อเสียด- ล้อเลียน” พร้อมห้ามช่วยเหลือผู้สมัครฯ และห้ามโพสต์โซเชี่ยลฯปมการเมืองในเวลาราชการ
กรมกำลังพล กองทัพบก ออกข้อปฏิบัติของกำลังพล “5 ทำ 7 ห้าม” ช่วงการเลือกตั้ง โดยจัดทำกราฟฟิคข้อความผ่าน โปสเตอร์ และจอแอลอีดี โดยมีเนื้อหาในส่วนที่สามารถกระทำได้5 ข้อ ดังนี้
1.การสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบ
2.การเข้าร่วมประชุมทางการเมืองในฐานะส่วนตัวได้ แต่ต้องไม่สวมเครื่องแบบ และไม่ใช่ในเวลาราชการ
3.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการวางตนเป็น
กลาง ไม่มุ่งหวังประโยชน์ของพรรคการเมือง
4.สามารถลงคะแนนเสียงได้ตามความประสงค์ของตน
5. การแสดงความคิดเห็นส่วนตัวสามารถกระทำได้โดยไม่แต่งเครื่องแบบ และไม่ใช้เวลาราชการ ทั้งนี้ในการเข้าร่วมประชุมในที่สาธารณะต้องเป็นไแอย่างสงบ
ส่วนสิ่งที่ห้ามกระทำ 7 ข้อ ได้แก่
1.การกระทำใดๆ อันมีลักษณะพาดพิง ส่อเสียด ล้อเลียน ให้พึงงดการปฏิบัติ
2. แต่งเครื่องแบบทหาร ที่สื่อถึงความเป็นทหารไปร่วมชุมนุมในที่สาธารณะที่มีลักษณะทางการเมือง
3.ประดับเครื่องหมาย หรือแต่งเครื่องแบบของพรรคการเมือง เข้าไปในสถานที่ราชการ
4.บังคับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นสมาชิกในพรรคการเมือง และกระทำการในทางให้คุณ หรือให้โทษ
5.กระทำการขอร้องหรือบังคับให้บุคคลใดอุทิศเงินหรือทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง
6.แสดงออกโดยตรง หรือ โดยปริยายที่จะเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในระยะเวลาที่รับสมัครเลือกตั้ง
7.โพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในเวลาราชการ/ สถานที่ราชการ และใช้คอมพิวเตอร์ หรือบัญชีราชการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง บนสื่อสังคมออนไลน์
โฆษก ทบ. เคลียร์แผลกองทัพ ห้วงเลือกตั้งไร้ชี้นำกำลังพล ไม่กังวลพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ย้ำกองทัพ ยึด 4 หลักทำงาน ชี้หาเสียงกระทบองค์กร พร้อมตอบโต้รักษาเกียรติปกป้องศักดิ์ศรี
พล.ต.วินธัย กล่าวถึง การเลือกตั้งและการลงประชามติ วันที่ 8 ก.พ.ว่า กำลังพลของกองทัพบกก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง พลเอกพนา แค้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้ความสำคัญ ให้กําลังพลทุกคนและครอบครัวไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และลงประชามติ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีการชี้นํา เพราะที่ผ่านมา เมื่อมีการเลือกตั้ง จะมีการให้ข้อมูล กระทบองกรค์ และสร้างความเข้าใจผิด
ในขณะที่หน่วยทหาร มีแนวปฏิบัติ ให้พรรคการเมืองเข้าไปหาเสียงโดยให้เวลาเท่ากัน และต้องไม่สร้างเงื่อนไขมาตีกลับ ทําเป็นประเด็น จนมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งต้องระมัดระวัง
เมื่อถามว่า การหาเสียงของพรรคการเมือง มีการดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง พลตรีวินธัย กล่าวว่า การเลือกตั้งปัจจุบันจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้นอารมณ์ ในนามของบุคคลมากกว่า มากกว่าที่จะสื่อให้เห็นว่าประชาชน จะได้อะไร
เมื่อถามว่า ภาพลักษณ์ของกองทัพกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ นโยบายหาเสียงกระทบกองทัพ ไม่ได้ผลเท่าที่ควรหรือไม่ พลตรีวินธัย กล่าวว่า ยอมรับว่าการหาเสียงเมื่อปี 2566 กระทบกระทบต่อกองทัพมาก เช่น ที่ดินที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองว่ากองทัพรวย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ดินเหล่านั้นเป็นที่ดินหลวง กองทัพทําหน้าที่ เพียงผู้ดูแล ใช้ประโยชน์ในบางส่วน ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน
พลตรีวินธัย ย้ำว่า ไม่เคยคิดว่าข้อสงสัยของประชาชนบางกลุ่มจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้กองทัพได้มีโอกาสได้ชี้แจงเพียงแต่อยากให้เปิดรับฟังกันอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิมแต่ด้วยบริบทอื่นมากกว่า
หน้าที่หลักของกองทัพบก ที่ผบ.ทบ.เน้นย้ํามี 4 ประการ คือ 1.สถาบัน 2. งานป้องกันประเทศเริ่มได้เห็นและจับต้องได้ 3.การรักษาความมั่นคงภายใน กองกําลังที่อยู่ตามแนวชายแดนจัดกําลังให้กับ กอ.รมน .ภาค 4 ส่วนหน้า 4.งานช่วยเหลือประชาชน
"เพียงแต่งานป้องกันประเทศ เพิ่งมาให้เราได้สัมผัสจริงๆ เราทํามาตั้งแต่อดีต แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รบจริง ไม่ได้ลั่นไกไปหาข้าศึก แต่มีการฝึกที่เข้มข้น ปลายใต้งบประมาณที่จํากัด ต้องสร้างระบบการฝึกให้ได้ และเมื่อเราปฏิบัติจริง สังคมได้เห็นว่าเราทําได้จริง มันเป็นสิ่งที่สั่งสม เกิดจากการพัฒนาตัวเอง เมื่อเราเผชิญสถานการณ์เราก็ปฏิบัติงานได้สมบูรณ์แบบตามเป้าหมาย กองทัพไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม" พลตรีวินธัย กล่าวและว่า
พล.ตาม.วินธัย กล่าวว่า ส่วนเรื่องไอโอ เช่นเดียวกัน เมื่อมีความเห็นในโซเชียลอาจจะไม่ตรง ท่านก็คิดเลยว่า เป็นปฏิบัติการนั้น ปฏิบัติการนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับหน่วย ในสังคมปัจจุบัน เสรีภาพในการนําเสนอ ไม่ว่าจะเป็น ทหารข้าราชการ ประชาชน แสดงออกได้ ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย การให้ข้อมูลในลักษณะกระทบคนอื่น อาจดูแล้วก็ไปหมิ่นเขา หรือไปนําข้อมูลเท็จ.ให้คนตกใจ กระทบความมั่นคง ก็เข้าข่ายกฎหมาย พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์
กรณีล่าสุด ที่พูดถึงปฏิบัติการไอโอ อย่างนี้กระทบแล้ว ในขณะที่ข้อมูลไม่ครบ ต้องระมัดระวัง ในปัจจุบันการรับรู้ของสังคมในเรื่องข่าวสารละเอียดอ่อน เราก็มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวในวินาทีแรกที่พบว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องอื่นในอดีต ที่หยิบมาพูดในช่วงเลือกตั้ง การซ้อมทรมานการปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกําลังพลในระดับชั้นประทวน เราพยายาม ทําให้สังคมเห็นอยู่แล้วว่า ผู้ที่เสียผลประโยชน์คือกองทัพบก ถ้าเรามีกําลังพลไม่อยู่ในระบบกองทัพบกได้ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติวินัยทหาร ก็ถือว่าท่านไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับกองทัพบกได้อยู่แล้ว และยิ่งไปกระทําต่อกําลังพล ที่เพิ่งเข้ารับราชการ หรือ พลทหารเขาคือบุคคลที่กองทัพบกต้องการ นํามาเป็นเพื่อนร่วมงานในการปฏิบัติราชการเพื่อกองทัพบกและประเทศชาติ
หากมีใครคนใดคนหนึ่งไปรังแกในทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กองทัพบกคือผู้ที่เสียเราต้องการคนมาทํางาน ไม่ได้ต้องการให้ไปกระทําในสิ่งไม่เหมาะสมกับเขา จะเห็นได้ว่าใน 2-3 เคสที่ผ่านมา กองทัพบกเป็นผู้เสียหายคนแรก ที่ต้องไปแจ้งความดําเนินคดีร้องทุกข์ กล่าวโทษ เพราะฉะนั้นสถานะของบุคลากรในองกรค์นั้น ว่าเป็นอีกสถานะผู้กระทําความผิดทันที ท้ายที่สุดกระบวนการศาลตัดสินก็ต้องออกจากราชการ
พลตรีวินธัย ย้ำต่อว่า หาก กําลังพลไม่มีประสิทธิภาพมาอยู่ในองค์กรวิธีทางธรรมชาติ ไม่มีใครอยากได้ไว้ แต่เมื่อมีประเด็นในลักษณะแบบนี้ อาจจะมีคนบางกลุ่มนําเรื่องนี้ไปสื่อสารเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กร ก็ไม่เป็นธรรม บางครั้งคิดเองไม่ได้ แต่เราต้องพยายาม สื่อสารว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกองทัพบก ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวเท่านั้น
อีกประเด็น ทหารชั้นนายพลไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ โดยองค์กรที่เป็นรูปแบบของคณะกรรมการต่างๆ ต้องการความหลากหลาย ต้องกานผู้มีประสบการณ์และรับราชการมานาน ก็มีโอกาสที่จะได้รับเชิญเข้าไปสู่กระบวนการตรงนั้น ซึ่งไม่ใช่มีเพียงทหาร มีจากหลายหน่วยงาน เมื่อไม่ได้ออกระเบียบจํากัดว่า ถ้าเป็นทหารต้องมีศักยภาพด้อยกว่าอื่น ไม่สามารถเข้าไปสู่กระบวนการเหล่านั้นได้ ต้องออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ถ้าจะกันทหารโดยเฉพาะก็ต้องทําให้ชัดเจนและให้เหตุผล
คณะกรรมาธิการระดับชาติเราจะเห็นความหลากหลายของผู้ที่เข้าไปอยู่ในองค์กร เป็นปรึกษาหลายสาขา ฝ่ายการเมือง ก็มี โดยประสบการณ์ส่วนตัว เคยเข้าไปให้ข้อมูลกับกรรมาธิการทหารและความมั่นคง เราก็เห็น จํานวน พรรคการเมืองมีพรรคเดียวเท่านั้น ไม่มีความหลากหลาย อยากให้มองอย่างเป็นธรรม ความสําคัญไม่ได้มีอยู่ที่ใครเข้าไปนั่งบริหารองค์กร อยู่ที่ว่าเขาทําได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งสําคัญกว่า และหากทําไม่ดี หรือไม่มีศักยภาพ ไม่มีองค์ความรู้ ตรงนี้น่าจะมาดูกัน
อย่างเช่นเดียวกันในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ครั้งที่แล้ว ที่ไม่เหมือนครั้งนี้ มีการพูดถึง ธุรกิจกองทัพ เจตนารมณ์เพื่อนําสวัสดิการ แต่ถูกมองว่าไปเข้ากระเป๋าผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะบริหารในรูปแบบขององค์กรเช่นเดียวกัน และนําตัวแทนหน่วยที่มีความหลากหลายเข้ามาบริหาร เพียงแต่ต้องดูว่าทําแล้ว จงเจตนารมณ์ หรือเกื้อกูลสวัสดิการหรือไม่ อย่าไปมอง ทหารทําอะไรเป็นเรื่องไม่ดี ก็เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม
ธุรกิจกองทัพเราไม่ได้คิดเอง ก็เอามาจากกองทัพต่างประเทศ เช่น ที่พัก โรงแรม สนามกอล์ฟ กองทัพในต่างประเทศก็มี ยืนยัน ไม่ใช่เครื่องมือหาประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันภาครัฐก็ดูแลได้เหมาะสมอยู่แล้ว การนําไปพูด เพื่อหวังผลทางสังคมว่ามันมีลับลมคมในอะไร และเป็นเครื่องมือหา ผลประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา
เช่นเดียวกับจํานวนทหาร เราไม่ได้กําหนดขึ้นเอง ไปตามทฤษฎีและการปฏิบัติ หน่วยหน่วยเช่นนี้ต้องมีนายทหาร พลทหาร เท่าไหร่ และทุกคนมีตําแหน่งของตัวเอง
" มีกําลังพลในองค์กรทําผิด แล้วบอกว่าอย่าไปมีองค์กรนี้ไปเลย เช่นเดียวกัน ในแวดวงการเมืองก็มีคนที่กระทําความผิด แล้วบอกไม่เอานักการเมือง มันก็เป็นไปไม่ได้ ในยุคหลังๆไม่ค่อยมีประเด็นนี้มากนัก ซึ่งผมก็เตรียมพร้อม ทีมทีมงานก็พร้อม หากมีอะไรที่พาดพิงต้องปกป้องศักดิ์ศรี และเกียรติยศ ขององค์กร "พลตรีวินธัย กล่าว
เมื่อถามว่ากองทัพกังวลหรือไม่หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล พลตรีวินธัย กล่าวว่า เราเป็นข้าราชการประจํา งานการเมืองกับการทหารไม่ได้เกี่ยวพันกับโดยตรงส่วน ฝ่ายการเมืองจะเป็นเรื่องของนโยบายและการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการทํางาน เพราะกองทัพยึด 4 เรื่องหลัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา บทบาทกองทัพบกมีหน้าที่ตามกฎหมาย ในการปกป้องอธิปไตย
หากไม่ทำ ถ้าไม่ทําก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติ ในช่วงที่มีสถานการณ์ ก็มีช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่ได้มีอะไรที่กระทบการทํางานป้องกันประเทศ จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบเกี่ยวข้องอะไรโดยตรงซึ่งงานป้องกันประเทศและงานหลักที่กองทัพบกทําอยู่ตามกฎหมาย เป็นงานที่ไม่ได้มีอะไรที่ดูแล้วไม่ดี เพราะฉะนั้นเชื่อว่าไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเราก็คงได้รับการสนับสนุนตามเหตุและผลที่สมควรแน่นอน
z-z1603487247937.jpg)